หยิบไม่ต้องคิด! ส่องลีลาการจับจ่ายของ “ฟลอยด์” อดีตกำปั้นสุดรวย

Boxing-103

“เดอะมันนี่” ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ อดีตกำปั้นไร้พ่ายชาวสหรัฐฯ ที่กำลังสร้างความฮือฮาอีกครั้งหลังเดินทางไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเจรจาไฟต์รีแมตช์พิเศษกับ แมนนี่ ปาเกียว ยอดกำปั้นชาวฟิลิปปินส์

โดยตัวของ อดีตนักชกวัย 42 ปี ได้อัดคลิปยืนยันว่ามีการเจรจาเกิดขึ้นจริง ไฟต์ดังกล่าวจะจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ซึ่งตอนนี้กำลังรอทางด้านของ “เดอะ แพ็คแมน” อดีตแชมป์โลก 8 รุ่น ตอบรับที่จะเข้าร่วมเท่านั้น

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ติดตัวของ อดีตแชมป์โลก 5 รุ่น นั่นก็คือลีลาการใช้จ่ายของเจ้าตัว ที่เข้าร้านไหนต้องเรียกว่าเหมายกชั้นเลยก็ว่าได้ อย่างล่าสุดไปช็อปปิ้งที่ร้านเสื้อแบรนด์ฝรั่งเศสอย่าง บัลแมง ในกรุงโตเกียว

เจ้าตัวก็เล่นกวาดหมดชั้นกว่า 20 ตัว (ราคาตัวละกว่า 50,000 บาท) โดยสั่งพนักงานให้นำป้ายราคาออก และพับใส่ถุงชนิดที่ไม่ต้องดูป้ายราคากันเลยว่าเสื้อแต่ละตัวมีราคาเท่าไร งานนี้เชื่อว่าแฟนๆ หลายคนที่ไม่ชอบเจ้าตัวเป็นทุนเดิมน่าจะแอนตี้หนักในความอวดรวยเข้าไปอีกเป็นแน่ 

สำหรับ เจ้าของสถิติชนะรวด 50 ไฟต์ เคยเป็นนักกีฬาที่มีรายได้มากที่สุดของโลกมาหลายสมัย แม้เจ้าตัวจะอำลาสังเวียนไปแล้วกว่า 2 ปีแต่ก็ยังมีการชกไฟต์พิเศษที่สามารถทำเงินได้มากถึง 270 ล้านเหรียญ (ประมาณ 8,700 ล้านบาท) ในการพบกับ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ยอดนักสู้ UFC และล่าสุดโกยรายได้ไปอีก 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 290 ล้านบาท) ในการสู้กับ เทนชิน นาสุกาว่า กำปั้นดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นวัย 20 ปี เมื่อวันสิ้นปี 2018

Boxing-104
Boxing-105
Boxing-106

3ทุ่มคืนนี้ LIVE สดกับ “ดร.จิมมี่”แก่นนคร โกแดนผู้ดี

21.00น. คืนนี้(15กันยายน 2562) เรามีนัดพดคุยประสาหมัดมวยกัน กับ ดร.จิมมี่ เอกรัฐ ไชยโชติช่วง โปรโมเตอร์เกียรติกรีรินทร์ โปรโมชั่น โปรเจกต์กำปั้นล่าฝัน แก่นนคร ศักดิ์กรีรินทร์ ขุนพลเกียรติกรีรินทร์ ที่มีมีคิวโกนอกขึ้นชิงแชมป์ WBC อินเตอร์เนชั่นแนลซิลเวอร์ที่ว่างรุ่น 115 ปอนด์กับ ทอมมี่ แฟรงค์ นักชกอังกฤษ ในวันที่ 20 กันยายน 2562 ที่เมืองเชฟฟิลด์,ประเทศอังกฤษ

Boxing-101

เรามาชมเบื้อนหน้าก่อนโกแดนผู้ดีของแก่นนคร พร้อมร่วม สัพเพเหระ มวยทั่วโลก ไม่เฉพาะที่มาเกี่ยวข้องกับนักชกไทยเรา ตอบคำถามได้ทุกโจทย์ที่เสนอ แบบตัวต่อตัว รัก ชอบ ใครตำนิชี้แนะ

เวทีนี้คือเวทีของคนคอมวยอย่างแท้จริง อย่าลืมนะครับ 21 น.ของทุกวันอาทิตย์ ชมการไลน์สดจากเพจ เกียรติกรีรินทร์ โปรโมชั่น ร่วมกับเว็บไทยเรค ดอทคอม ย้ำ..ที่นี้คือเวทีเดียวของคนคอมวยที่จะเสนอแนะได้อย่างไร้ขอบเขต

Boxing-102

สิ้นลายวีรบุรุษ : เมื่อ “ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ” ถูกปีศาจหลอกให้ตกหลุมรัก

Boxing-96

“อยู่อย่างวายร้าย หรือจะตายแบบฮีโร่” คำกล่าวสุดตรึงใจของ ฮาร์วี่ย์ เดนท์ หรือ Two-Face ในภาพยนตร์เรื่อง The Dark Knight สะท้อนความจริงถึงเรื่องของชีวิตที่มีสองด้าน ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่เคยผิดพลาด ท่ามกลางความสำเร็จของชีวิต

ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ ตำนานมวยแชมป์โลกชาวเม็กซิกัน คือหนึ่งคนที่มีชีวิตใกล้เคียงกับคำกล่าวนั้น บนเวทีเขาคือนักชกไร้พ่ายเกือบร้อยไฟต์ แต่นอกเวที เขาเลือกเส้นทางชีวิตที่ผิดพลาด จนครอบครัวแตกสลาย และเกือบเอาชีวิตไม่รอดในบั้นปลาย

พบกับเรื่องราวด้านมืดของวีรบุรุษชาวเม็กซิกัน ที่พลิกผันเขาเข้าสู่เส้นทางของยาเสพติด จนเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

Boxing-94

ลำบากเมื่อยามเด็ก

ชีวิตของ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ ในวัยเด็ก คล้ายกับนักมวยสู้ชีวิตรายอื่น เขาเติบโตอย่างยากลำบาก จากครอบครัวชนชั้นล่างในเมืองซิอูดัด โอเบรกอน รัฐโซโนรา ประเทศเม็กซิโก

สภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ชาเวซ และพี่น้องรวม 10 คน ต้องอาศัยอยู่ในตู้ขบวนรถไฟที่ถูกทิ้งร้าง พ่อของเขาทำงานเป็นคนงานให้กับการรถไฟ ส่วนแม่รับจ้างทั่วไปให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้มากกว่า
แตกต่างจากเรื่องราวในนิยายที่บอกว่า ครอบครัวยังมีความสุขได้แม้อยู่ในภาวะยากจน ชาเวซต้องทนดูแม่ของเขา ถูกตบตีโดยพ่อขี้เมาแทบทุกวัน

“เหล้าคือโรคที่ร้ายกาจ ผมต้องเจ็บปวดกับมันเนื่องจากพ่อของผม เขาปฏิบัติกับแม่ในทางที่เลวร้าย มันเป็นอะไรที่แย่มาก” ชาเวซให้สัมภาษณ์กับ Sipse.com

Boxing-100

ความฝันในการเป็นนักมวยแชมป์โลกของชาเวซ เริ่มต้นขึ้นจากจุดนั้น แน่นอนว่าเขาไม่ได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อ ที่สวมบทนักชกสมัครเล่นและใช้ภรรยาเป็นกระสอบทรายฝึกซ้อม ชาเวซเลือกอาชีพนักมวยสากล เพื่อหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว และพาแม่ออกจากชีวิตอันโหดร้ายนี้

“ผมเห็นแม่ต้องทำงานรีดผ้า หรือซักผ้าของคนอื่น ผมจึงสัญญากับแม่ไว้ว่า สักวันผมจะซื้อบ้านให้แม่ และเธอจะไม่ต้องกลับไปทำงานพวกนั้นอีก”

“ในช่วงต้นอาชีพ (นักมวย) ของผม ผมไม่เคยดื่มเหล้าเลย ผมเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยม เพราะผมดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ก่อนจะขึ้นชกแต่ละไฟต์ ผมตั้งสมาธิอยู่กับตัวเอง และฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นเวลา 2 เดือน”

ความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือครอบครัว คือแรงผลักดันใหญ่ที่ทำให้ชาเวซ ประสบความสำเร็จบนพื้นผ้าใบอย่างมหาศาล เขาคือแชมป์โลก 6 สมัย จาก 3 รุ่นน้ำหนัก พร้อมกับทำสถิติไร้พ่ายมากกว่า 80 นัด จากเด็กยากจนคนหนึ่งในทางรถไฟ กลายเป็นฮีโร่ของชาวเม็กซิกันทั่วประเทศ เพียงชั่วพริบตา

Boxing-93

“ผมเคยมีมาแล้วทั้งหมด เงิน, ผู้หญิง, เกียรติยศ, รถหรู, เรือสำราญ หรืออะไรก็ตามที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องการ” ชาเวซเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของตัวเอง

“แต่ของพวกนั้น ไม่เคยให้ความหมายแก่ชีวิตของผมเลย ผมรู้สึกไร้ค่า เพราะฉะนั้น ผมจึงหันไปทำอะไรล่ะ? สิ่งที่โง่ที่สุดเท่าที่ผมเคยทำในชีวิตนี้…”
 
หันหน้าหาโคเคน

Boxing-95

ช่องว่างที่เกิดขึ้นในจิตใจของชาเวซ เปลี่ยนนักมวยที่มีระเบียบวินัย และฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อคว้าชัยชนะ ให้กลายเป็นนักมวยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หรือมีความรับผิดชอบใด ชาเวซลืมความตั้งใจที่ต้องการช่วยเหลือครอบครัวในวัยเด็ก แล้วหันหน้าเข้าหาขวดเหล้า โรคร้ายที่เขาเคยสาปส่งในวัยเด็ก

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเหล้าไม่สามารถพาชาเวซหลีกหนีจากความจริงได้อีกต่อไป เขาขยับไปหายาเสพติดที่มีความรุนแรงมากขึ้น โคเคนคือคำตอบสุดท้ายที่ชาเวซต้องการในชีวิต แชมป์โลกไร้พ่ายรายนี้ ทิ้งกระสอบทรายไว้เบื้องหลัง เพื่อหันหน้าเสพสุขกับผงสีขาวที่กระจายตัวอยู่เบื้องหน้า

“น้องชายของผมล้วงเอาห่อกระดาษที่มีโคเคนอยู่ข้างในกางเกงออกมา แล้วเทมันออกไปทั่วโต๊ะหินอ่อน เพื่อที่เขาจะได้เสพมันอย่างสบายใจ” โรโดลโฟ ชาเวซ พี่ชายของฮูลิโอ เขียนเรื่อราวของน้องชายชายไว้ในหนังสือ Julio Cesar Chavez, the True Story

“ตอนแรกผมคิดว่า ผมควบคุมมันได้” ชาเวซกล่าวขยายถึงความสัมพันธ์ของเขากับเหล้าและยาเสพติด

“ผมแค่ต้องการเหล้ามากขึ้น ต้องการโคเคนมากขึ้น ต้องการทั้งหมดมากขึ้นและมากขึ้น ระหว่างการฝึกซ้อม ผมก็เสพมันมากขึ้นด้วย”

“ยกตัวอย่าง ในตอนแรก ผมจะทิ้งช่องว่างประมาณเดือนครึ่งในการใช้ยาเสพติดหรือเหล้า แต่หลังจากนั้น ผมค่อยๆ ลดเวลาของมันลงมาเรื่อยๆ”

Boxing-98

“หลังจากนั้น ผมลดเวลาลงมาเหลือหนึ่งเดือน, 20 วัน, 15 วัน, 1 สัปดาห์, 4 วัน, 3 วัน ผมลดได้แค่นั้น เพราะมันจะต้องไม่แสดงผลให้เห็นในการตรวจโด๊ป”

ผลจากการใช้ยาเสพติดอย่างหนักของชาเวซ ไม่แสดงให้เห็นในการตรวจโด๊ป แต่ไปแสดงให้เห็นบนสังเวียนแทน เขาพ่ายแพ้แก่ แฟรงกี้ แรนดัลล์ ในปี 1994 ด้วยคะแนนไม่เอกฉันท์ และหยุดสถิติไร้พ่ายของเขาไว้เพียง 89-0-1 (ก่อนหน้านั้นเขาเสมอกับ เพอร์เนลล์ วิทเทเกอร์ มาในปี 1993)

“มันคือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม ถ้าผมไม่ใช้โคเคนหรือดื่มเหล้ามากเกินไป ผมเชื่อว่าช่วงท้ายอาชีพของผม มันต้องแตกต่างไปจากนี้แน่” ชาเวซกล่าวถึงความรู้สึกหลังความพ่ายแพ้ของเขา 

“แต่ผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ผมสูญเสียความรักในการชกมวย สูญเสียความรักในทุกสิ่ง” 

“ผมรู้สึกเสียดายหลายสิ่งที่ผมเคยทำในชีวิต ถ้าผมไม่ดื่มเหล้าหรือเล่นยา ผมคิดว่าผมอาจไม่แพ้ใครได้นานมากกว่า 100 ไฟต์” 

“มันคงจะเป็นสถิติที่ไม่มีใครทัดเทียมได้ ถ้ามองกันตามหลักเหตุผลนะ เพราะฉะนั้น ผมไม่ชอบเส้นทางที่จบอาชีพผมเลย เพราะตลอดช่วงเวลาเหล่านั้น ผมทำร้ายคนอื่นไว้มาก โดยเฉพาะครอบครัวของผม”

ชีวิตพังทลาย

Boxing-97

ตราบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาเวซ คือความสัมพันธ์ของเขาที่ไปไม่รอดกับครอบครัว จากเด็กชายที่มองเห็นความชั่วร้ายของพ่อที่ติดเหล้า เขากลับเลือกเส้นทางผิดพลาด และทำในสิ่งที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

“ช่วงนั้นผมมีความขัดแย้งกับครอบครัวและการฝึกซ้อม ผมกลายเป็นคนที่หยิ่งผยอง” ชาเวซกล่าว

ผมพูดตามตรงว่า ลูกๆ ของผมเจ็บปวดมาก ผมปฏิบัติต่อแม่ของพวกเขาอย่างเลวร้าย ผมเองก็เมายาอยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่ามันคงเป็นการทำร้ายพวกเขา”

ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชาเวซหันหลังให้แก่ครอบครัว เขาพบเพื่อนใหม่ที่จะไม่ทำให้เขาต้องโดดเดี่ยวในโลกของตัวเองอีกต่อไป คนกลุ่มนั้นคือบรรดาพ่อค้ายา และเจ้าพ่อยาเสพติด ชาเวซเปิดเผยว่าทุกคนล้วนเป็นเพื่อนที่ดีต่อเขา และยังหยิบยื่นโอกาสให้ชาเวซเจริญก้าวหน้า ด้วยการชักชวนเข้าสู่วงการค้ายาเสพติดอีกด้วย

“ผมรู้จักพวกค้ายาทุกคนแหละ พวกเขาทุกคน ผมกล้าพูดแบบนี้ ตั้งแต่ระดับเล็กที่สุดไปจนถึงใหญ่ที่สุด พวกเขาทุกคนอยากเจอผม พวกเขาอยากถ่ายรูปกับผม” ชาเวซเล่าถึงความสัมพันธ์ของเขาที่มีต่อพ่อค้ายาเสพติด

“เมื่อคุณตกหลุมลึกลงไปสู่การติดเหล้าหรือยาเสพติด นั่นหมายความว่าคุณตกหลุมรักเหล้าและยา แต่คนที่รักคุณที่สุด คือคนที่พยายามผลักคุณออกจากตรงนั้น”

Boxing-99

“ผมต้องขอบคุณพระเจ้าที่ผมไม่เคยถลำลึก เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาจริงๆ สักครั้ง”

ถึงจะรู้ดีว่าพัวพันกับเรื่องอันตราย แต่ชาเวซไม่เคยถอนตัวจากยาเสพติดได้เลย แม้แทบสูญเสียทุกอย่างในชีวิต บั้นปลายเส้นทางนักมวยอาชีพเป็นไปอย่างน่าผิดหวัง แถมยังถูกฟ้องหย่าโดยภรรยา ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเป็นเรื่องใหญ่ มาตั้งแต่ปี 1996 จากคำกล่าวอ้างที่ว่า เขาลงมือทำร้ายร่างกายภรรยา หลังได้รับผลจากแอลกอฮอล์

“ผมไม่เคยทำสิ่งใดอย่างจริงจังเลยในชีวิต มันจึงเป็นสิ่งที่ยากที่ผมจะเลิกยา เพราะมันไม่มีสิ่งใดสำคัญกับผมอีกต่อไป” ชาเวซพูดถึงเหตุผลที่เขารักยามากกว่าครอบครัว

“คุณคิดว่าคุณสามารถเลิกยาเมื่อไรก็ได้ แต่นั่นมันเป็นแค่คำโกหก คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่”

ชาวเวซประกาศแขวนนวมในปี 2005 มีสองอย่างที่อยู่เคียงข้างเขาในช่วงเวลาที่อยากลำบากหลังจากนั้น อย่างแรกคือลูกๆ ของเขาที่ไม่ยอมห่างไปไหน อย่างที่สองคือยาเสพติดที่ชาเวซไม่ยอมทิ้งไปให้ห่างตัวเช่นกัน แม้มันจะนำพามาซึ่งโรคซึมเศร้า จนเขาเกือบลงมือฆ่าตัวตายมาแล้วก็ตาม

ปี 2009 ความสัมพันธ์ของชาเวซกับยาเสพติดมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อตัวเขาที่กำลังไร้สติจากฤทธิ์ยาเสพติด ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาเป็นการด่วน ลูกๆ ของเขาตัดสินใจเด็ดขาด ว่าจะส่งพ่อเขารับการบำบัด ยุติเรื่องเลวร้ายทั้งหมดในชีวิตชาเวซไว้เพียงแค่นี้

“ผมตื่นขึ้นมาในห้องของคลินิกแห่งหนึ่ง โดยที่ยังมีสายน้ำเกลือติดอยู่กับแขนของผม แน่นอนว่าผมตัดสินใจดึงมันออกไป และเริ่มตะโกนด่าทุกคนที่พาผมมาที่นี่”

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ชาเวซรักยาเสพติดมากกว่าสิ่งใดในชีวิต เขาเข้ารับการบำบัดอยู่ 6 เดือน ก่อนเดินออกจากคลินิกแห่งนั้น เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไร้ยาเสพติด เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี


ช่วงเวลาไถ่บาป

หลังเสร็จสิ้นการบำบัด และหายขาดจากการติดยาเสพติด ชาเวซตัดสินใจตระเวนออกสื่อไปทั่วประเทศเม็กซิโก เพื่อหยิบยกเรื่องราวที่เขาเคยปิดบังในชีวิต ให้เป็นอุทธาหรณ์เตือนใจ แก่ชาวเม็กซิกันรุ่นหลังต่อไป

“ตอนนี้ผมมีความสุขมาก เพราะผมเลิกยามาได้ 1 ปีแล้ว เมื่อปีก่อน ผมเข้ารับการบำบัดยาเสพติด และผมไม่อายเลยที่จะพูดเรื่องนี้ให้พวกคุณได้ฟัง ขอบคุณพระเจ้าที่ตอนนี้ผมดีขึ้นมากแล้ว” ชาเวซเปิดเผยกับสื่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เมื่อปี 2011

ไม่เพียงแค่เปิดเผยเรื่องราวของตัวเองให้สังคมได้รับรู้ ชาเวซทุ่มเทชีวิตที่เหลือไปกับการช่วยเหลือผู้คนให้ห่างไกลยาเสพติด เขารับเกียรติจากประธานาธิบดีเม็กซิโก เอ็นริเก้ เปญญา นิเอโต ให้ดำรงตำแหน่งเป็นทูตต่อต้านยาเสพติด เพื่อต่อสู้กับปัญหาที่กัดกินประเทศเม็กซิโกมายาวนานหลายทศวรรษ

“ผมรู้สึกตื่นเต้น มีความสุข และภาคภูมิใจ แม้ว่าในขณะเดียวกัน ผมจะรู้สึกกดดัน และต้องทุ่มเทให้กับตำแหน่งนี้ ผมต้องอยู่ห่างไกลจากยาเสพติดให้เดิมเสียอีก” ชาเวซกล่าวหลังรับตำแหน่งทูตต่อต้านยาเสพติดจากรัฐบาล

นอกจากความร่วมมือจากรัฐบาล ชาเวซยังเดินหน้าเปิดคลินิกบำบัดยาเสพติดของตัวเองถึงสองแห่ง พร้อมกับดำเนินมูลนิธิการกุศล Julio Cesar Chavez Foundation เพื่อรวบรวมทุนไว้ช่วยเหลือผู้มีปัญหาด้านยาเสพติด ในประเทศเม็กซิโก

สำหรับคลินิกบำบัดของชาเวซแห่งแรกคือ Clinica Bajo del Sol ที่เมืองติฮัวนา ส่วนแห่งที่สองซึ่งเปิดได้ไม่นาน อยู่ที่เมืองซีนาโลอา ทั้งสองเป็นเมืองใหญ่ริมชายฝั่งแปซิฟิค ที่ชาเวซตั้งใจอยากให้ผู้ป่วย ได้ชมความสวยงามของธรรมชาติ แทนที่จะต้องอยู่ในศูนย์บำบัด ที่ล้อมรอบไปด้วยลวดหนาม แบบที่เขาเคยสัมผัสมา

กิลเลอร์โม แรงเกล เมนโดซา หนึ่งในนักจิตแพทย์ของคลินิกบำบัด Clinica Bajo del Sol เปิดเผยว่า ชาเวซเดินทางมาพูดคุย และเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองกับคนไข้บ่อยครั้ง แม้บางทีคนไข้ในคลินิกของเขาจะดูคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นพิเศษ เพราะใครคนนั้น คือลูกชายของชาเวซเอง

ปี 2012 ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ ตกเป็นข่าวดังหลังถูกตรวจพบว่าใช้กัญชาก่อนขึ้นชกกับ เซร์คิโอ มาร์ติเนซ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธเสียงแข็งในเวลาดังกล่าว ว่าไม่เคยเล่นยาหรือติดการพนันตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่สุดท้าย เขาตัดสินใจยอมรับ หลังถูกแบนยาว และหายตัวไปจากวงการโดยไม่ขึ้นชกถึงหนึ่งปีเต็ม

“ผมเริ่มดื่มหนักและเล่นยา ผมเสพกัญชาและยาหลายขนาน เพราะว่าผมมีปัญหาเรื่องการนอน ผมเลิกเหล้าไปสองปีก่อนหน้านี้ แต่ผมเปลี่ยนไปเล่นยาแทนแต่สุดท้ายมันก็จบแบบเดียวกัน คือของเหล่านั้นกลับมาทำร้ายผม” ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ กล่าว

“ผมต้องไปอยู่ติฮัวน่าสองเดือน ไปอยู่ในคลินิกของพ่อผม เพราะว่าผมเจ็บปวดจากโรคซึมเศร้า สำหรับผมมันยากมาก ผมถามตัวเองว่าทำไม ผมมีเงิน มีบ้าน ชีวิตผมไม่ได้แย่ แต่ต่อมาผมถึงรู้ว่าผมคิดผิด ภรรยาและลูกสาวผมรู้ดีว่า เวลาที่ผมดื่มเหล้า ผมมันแย่แค่ไหน”

คำกล่าวของ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ สะท้อนภาพเดียวที่เคยเกิดขึ้นกับพ่อของเขา โชคดีที่ชาเวซ จูเนียร์ กลับตัวได้ทันเวลา โดยมีครอบครัวคอยเคียงข้าง และพร้อมหวนคืนล่าความสำเร็จบนเวทีมวยอีกครั้ง

เรื่องราวด้านมืดในชีวิตของ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ยาเสพติดอันตรายและอยู่ใกล้ตัวมากแค่ไหน แม้แต่นักมวยผู้เป็นฮีโร่ของชาวเม็กซิกันทั่วประเทศ ยังตกหลุมพรางของสิ่งชั่วร้ายนี้ได้เพียงพริบตา และยังคงตามมาเล่นงานถึงรุ่นลูกของเขา

เราจึงไม่ต้องแปลกใจเลย หากเห็นตำนานนักชกรายนี้ ทุ่มเททั้งชีวิตที่เหลือไปกับการต่อสู้ยาเสพติด เพราะตัวเขาเองรู้ดีถึงพิษภัยของมัน และไม่ต้องการเห็นใครต้องหลงทางในชีวิต ดั่งที่เขาเคยเป็นมาก่อนหน้านี้อีกแล้ว

ยิงสดวันนี้! PPTV จัดให้ศึกกำปั้นโลก “ไทสัน ฟิวรี่” ดวลหมัด “ออตโต้ วอลลิน”

Boxing-92

“ยิปซีคิงส์” ไทสัน ฟิวรี่ ยอดนักชกชาวสหราชอาณาจักรที่ได้รับการยกย่องจาก “เดอะริง” ให้เป็นกำปั้นหมายเลข 1 ในรุ่นเฮฟวี่เวท เตรียมขึ้นชกอุ่นเครื่องไฟต์ที่ 2 ติดต่อกันภายใต้การดูแลของ “ท็อปแรงค์ โปรโมชั่น” กับ “ออตโต้ วอลลิน” นักชกไร้พ่ายชาวสวีเดน ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 ก.ย. ที่ “ที-โมบาย อารีน่า” เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

“ไทสัน ฟิวรี่” วัย 29 ปี เพิ่งโชว์ฟอร์มในการคัมแบ็กกลับคืนสู่ผืนผ้าใบได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเอาชนะน็อค “ทอม ชวาร์ซ” นักชกชาวเยอรมัน ไปในยกที่ 2 ในการชกที่เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ ลาสเวกัส เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มสถิติการชกให้กับตัวเองเป็น ชนะ 28 ไฟต์ เป็นการชนะน็อกเอาท์ 20 ไฟต์ เสมอ 1 ไฟต์ และยังไม่เคยแพ้ใคร ก่อนที่เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ฟิวรี่ จะตกปากรับคำที่จะชกอุ่นเครื่องไฟต์ที่ 2 ติดต่อกัน กับ “ออตโต้ วอลลิน”

โดยอดีตแชมป์โลก 4 สถาบันชาวสหราชอาณาจักร กล่าวถึงคู่ชกในไฟต์ต่อไปของเขาว่า “ออตโต้ วอลลิน” ถึงแม้จะไม่ใช่นักชกที่มีชื่อเสียงแต่ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเป็นนักชกที่มีสไตล์การชกที่สวยงาม รวมถึงมีสถิติการชกที่ยอดเยี่ยม โดยไฟต์นี้เขาจะไม่มีทางประมาท “วอลลิน” อย่างแน่นอน และจะทำหน้าที่บนสังเวียนการชกให้ดีที่สุด

ด้าน “ออตโต้ วอลลิน” กำลังเป็นความหวังใหม่ของคนสวีเดน โดยถูกจับตามองว่า จะกลายเป็นแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของสวีเดน ต่อจาก “อิงเกมาร์ โยฮันส์สัน” นักชกรุ่นคุณปู่ที่ได้แชมป์โลกตั้งแต่ปี 1959 หรือกว่า 60 ปีมาแล้ว โดย วอลลิน เป็นมวยถนัดซ้าย มีสเต็ปการชกที่ยอดเยี่ยม และสวยงาม เนื่องจากมีเบสิคมาจากการชกมวยสากลสมัครเล่น ซึ่งในช่วงที่ต่อยในระดับสมัครเล่นเจ้าตัวก็เคยพบกัน “แอนโทนี่ โจชัว” อดีตแชมป์โลกชาวอังกฤษมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็แพ้คะแนนไปทั้ง 2 ครั้ง

ส่วนการชกมวยอาชีพ “วอลลิน” มีสถิติการชกที่ยอดเยี่ยม ชก 21 ครั้ง ชนะ 20 ครั้ง เป็นการชนะน็อก 13 ครั้ง ส่วนอีก 1 ไฟต์ไม่มีการตัดสิน โดยการชกไฟต์นี้เจ้าตัวหวังที่จะเอาชนะ ฟิวรี่ ให้ได้เพื่อโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปชิงแชมป์โลกในอนาคตเช่นกัน

สำหรับการชกระหว่าง ไทสัน ฟิวรี่ กับ ออตโต้ วอลลิน จะมีขึ้นในเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 ก.ย.  ที่นครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา แฟนมวยสามารถรับชมการถ่ายทอดได้ทางหน้าจอพีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 และwww.pptvhd36.com ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

ชุดตึงเปรี๊ยะ! “โอสึกะ บิรุ” ริงเกิร์ลสาว K-1 KHAOS ในวัย 30 ยังแจ๋ว (ภาพ)

Boxing-86

“โอสึกะ บิรุ” นางแบบสาวหุ่นดีชาวญี่ปุ่น ริงเกิร์ลสาว ในศึกการแข่งขันชกมวยคิกบ็อกซิ่ง รายการ K-1 KHAOS โดยเมื่อปลายปี 2017 เธอโดดมารับงานใหม่กับสังเวียนกำปั้นแห่งนี้

ซึ่งแม้เธอจะผ่านงานในแวดวงบันเทิงในบ้านเกิดไม่ว่าจะเป็นแสดงละคร หรือถ่ายแบบมามากมาย แต่เธอเปิดใจว่ากับงานใหม่ของเธอบนสังเวียนกำปั้น ทำให้เธอตื่นเต้นและรู้สึกประหม่าพอสมควร

ส่วนสาเหตุที่โมเดลสาววัย 30 ปี ได้รับการยกย่องในวงการถ่ายแบบกราเวียร์ (ชุดว่ายน้ำ) นั่นก็เพราะเธอมีรูปร่างที่สมส่วน และไม่ได้ศัลยกรรมใดๆ ส่วนจะหุ่นดีเป๊ะปังขนาดไหนลองไปชมกันดู

แต่ล่าสุดเธอตัดสินใจหันมารับงานถ่ายแบบชุดบิกินี่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลิมิตในการถ่ายแบบในชุดว่ายน้ำของเธอก็คือ ชุดวันพีชเท่านั้น งานนี้ทำให้แฟนคลับหลายรายของเธอต้องประหลาดใจกันเป็นแถว

นอกจากนี้อีกหนึ่งกิจกรรมที่สาวสวยจากจังหวัดวากายาม่า ชื่นชอบก็คือการเล่นเกม โดยเธอมีช่องยูทูบเป็นของตัวเองด้วยในชื่อว่า 大塚びる

Boxing-87
Boxing-88
Boxing-89
Boxing-90
Boxing-91

ลุ้นระทึก 12 ยก! “ฟิวรี่” มีแผลแตกก่อนซิวชัยเอกฉันท์เหนือ “วอลลิน”

Boxing-84

การแข่งขันศึกมวยโลก รุ่นเฮฟวี่เวท ระหว่าง “ยิปซีคิง” ไทสัน ฟิวรี่ อดีตแชมป์โลก 4 สถาบัน ชาวสหราชอาณาจักร พบกับ ออตโต้ วอลลิน นักชกไร้พ่ายชาวสวีเดน ที่สังเวียน ที-โมบาย อารีน่า เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา

เปิดฉากยกแรก ไทสัน ฟิวรี่ อาศัยช่วงชกที่ยาวกว่า ดักแย็ปซ้ายต่อเนื่องอยู่วงนอก ด้าน ออตโต้ วอลลิน กำปั้นชาวสวีเดน พยายามเดินติดเพื่อหวังคลุกวงในแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ถนัดนัก

ยกสอง นักชกไร้พ่ายชาวสวีเดน เดินเร็วขึ้นจนทำให้ ไทสัน ฟิวรี่ หลังติดเชือกก่อนปล่อยหมัดชุดเล่นงาน แต่ กำปั้นแดนผู้ดี ก็หนีออกมาได้ด้วยการปล่อยซ้ายหนักๆ เล่นงานทำเอาคู่ชกออกอาการต้องโผเข้ากอด

ยกสาม ออตโต้ วอลลิน เดินคลุกวงในออกหมัดตัดลำตัวหลายครั้ง ขณะที่ ฟิวรี่ อาศัยแย็ปซ้ายเล่นงาน แล้วพยายามดักปล่อยขวาหวังเข้าปลายคางแต่ยังพลาดเป้า ท้ายยก กำปั้นสวีดิชเปิดแผลที่คิวขวาของ ฟิวรี่ ได้

Boxing-85

ยกสี่ ไทสัน ฟิวรี่ เปลี่ยนแผนมาเดินบุกบ้าง พยายามออกหมัดหนึ่งสองเล่นงาน แต่ก็ยังทำอะไร ออตโต้ วอลลิน ที่ยกนี้มาเน้นรัดกุมรอจังหวะนานๆ ทีจะปล่อยหมัดสวน

ยกห้า กำปั้นสวีดิช เดินติดประชิดตัวออกหมัดตัดลำตัวเป็นชุด ด้าน ฟิวรี่ ดูจะพะวงกับแผลที่คิ้วขวาเน้นป้องกันตัว นานๆ จะปล่อยแย็ปซ้าย และหมัดอัปเปอร์คัตเล่นงานเป็นระยะ

ยกหก เกมการชกเป็นไปรูปแบบเดิม แต่ช่วงนาทีสุดท้าย กรรมการหยุดเกมเพื่อดูแผลแล้วตัดสินใจให้ชกต่อ จากนั้นกำปั้นทั้งคู่เปิดฉากแลกหมัดกันสนุกชนิดไม่มีใครยอมใคร

ยกเจ็ด “ยิปซีคิง” ไม่มีอะไรจะเสีย เดินลุยทันทีในช่วงต้นยก ก่อนปล่อยหมัดขวาตรงเข้าหน้าคู่ชกเต็มๆ แต่ วอลลิน ยังทนได้ ช่วงปลายยกเป็นของ กำปั้นชาวสวีเดน ที่เดินบดวงใน

ยกแปด – ยกเก้า  ไทสัน ฟิวรี่ เป็นฝ่ายทำได้ดีทีเดียวเดินออกหมัดตัดลำตัวเป็นชุด ก่อนดักปล่อยหมัดหนึ่งสองเข้าหน้าทำเอา ออตโต้ วอลลิน ถึงกับมีอาการอ่อนลงไปอย่างเห็นได้ชัด

ยกสิบ ยอดนักชกผู้ดีเร่งเครื่องทันที เดินติดปล่อยหมัดชุดเข้าใส่ทั้งใบหน้าสลับลำตัวทำเอา ออตโต้ วอลลิน ไม่ทันตั้งตัวต้องฉากหนีออกไปอาศัยโจมตีจากวงนอก

ยกสิบเอ็ด ต้นยก ออตโต้ วอลลิน ออกมาเดินสู้ไม่ถอยหนีเหมือนยกที่ผ่านมา แต่ ไทสัน ฟิวรี่ แก้เกมด้วยการเดินตัดลำตัวทำเอาเจ้าตัวต้องรีบถอยหนี

ยกสิบสอง ออตโต้ วอลลิน ปล่อยซ้ายเข้าหน้า ฟิวรี่ ทำเอาอดีตแชมป์โลกออกอาการต้องโผเข้ากอด ช่วงปลายยกกำปั้นทั้งคู่แลกอาวุธกันแบบไม่มีใครยอมใคร

ครบ 12 ยก กรรมการรวมคะแนนให้ ไทสัน ฟิวรี่ เป็นฝ่ายเอาชนะคะแนนไปแบบเอกฉันท์ 116-112, 117-111 และ 118-110 ยืดสถิติการชก ชนะ 29 ไฟต์ เป็นการชนะน็อกเอาท์ 20 ไฟต์ เสมอ 1 ไฟต์ และยังไม่เคยแพ้ใคร

กำเนิด “Gazelle Punch” : หมัดแห่งตำนานมวยโลกที่ “อิปโป” ใช้เป็นท่าไม้ตาย

Boxing-77

Hajime no Ippo หรือ ก้าวแรกสู่สังเวียน นั้นทุกคนรู้ดีว่า มาคุโนอุจิ อิปโป เด็กหนุ่มพระเอกของเรื่องมีท่าไม้ตายประจำตัวที่ชื่อว่า “เด็มพ์ซี่ย์ โรล” (Dempsey Roll) ที่ส่งเขาคว้าชัยในศึกแล้วศึกเล่า อย่างไรก็ตามมีอีก 1 ท่าไม้ตายที่เขามักจะใช้ประจำนั่นคือ “กาเซล พันช์” (Gazelle Punch) ซึ่งหมัดนี้มีที่มาในโลกแห่งมวยสากลอาชีพจริงๆ 

“กาเซล พันช์”  คือท่าไม้ตายที่กระแทกหน้าทีเดียวคนโดนชกปลิวเหมือนกับโดนสิบล้อชนได้ง่ายๆ… ทว่า กาเซล พันช์ ในโลกแห่งความจริงนั้นเป็นเช่นไร? และมีตำนานอะไรซ่อนอยู่ภายใต้หมัดสิบล้อชนนี้กันแน่?

ทำไมต้องชื่อ กาเซล พันช์?

หากให้แปลตรงตัวแบบกำปั้นทุบดิน กาเซล พันช์ นั้นแปลว่า “หมัดละมั่ง” ใช่แล้ว คำว่า “กาเซล” ไม่ได้มาจากชื่อคนเหมือนอย่างท่า เด็มพ์ซี่ย์ โรลล์ ที่ได้มาจาก แจ็ค เด็มพ์ซี่ย์ แต่อย่างใด ซึ่งเหตุผลที่ต้องเอาละมั่งมาเปรียบเทียบนั้น เกิดขึ้นจากการที่ท่านี้ต้องใช้พลังขาผนวกเข้ากับกำลังหมัดเป็นอย่างมาก

Boxing-78

ละมั่ง นั้นเป็นสัตวจำพวกกวาง จุดเด่นของมันคือพละกำลังกล้ามเนื้อขาที่ถึงแม้จะเล็กแต่ก็ทรงพลัง ละมั่งที่โตเต็มวัยสามารถดีดตัวได้สูงเกิน 2 เมตร เพื่อใช้เป็นท่าไม้ตายในการเอาตัวรอดยามเผชิญหน้ากับสัตว์นักล่านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายครั้งที่ท่านี้ถูกเรียกว่า “หมัดจิงโจ้” (Kangaroo Punch) เพราะท่าดังกล่าวก็สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของจิงโจ้เช่นกัน

การใช้พละกำลังจากขาถูกผูกเข้ามาเป็นหนึ่งในท่าไม้ตายในวงการมวยในช่วงประมาณยุค ’50s คนแรกที่นำมาใช้คือ ร็อคกี้ มาร์เซียโน่ นักมวยไม่กี่คนบนโลกนี้ที่ไร้พ่ายตั้งแต่วันแรกที่เทิร์นโปรจนกระทั่งวันเกษียณ เขาคนนี้คือคนที่ มูฮัมหมัด อาลี นักชกเฮฟวี่เวตที่ถูกยกให้ว่าเก่งที่สุดตลอดกาลยังยอมรับว่า “ผมไม่รู้จะเอาชนะเขาได้หรือเปล่า?”

หากจะเท้าความว่าทำไม มาร์เซียโน่ จึงต้องคิดค้นท่า กาเซล พันช์ ขึ้นมาคงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น เขาชื่นชอบการเล่นเบสบอลมาก แม้จะฝีมือดี แต่แขนของเขาไม่มีพลังมากพอเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ จนท้ายที่สุดก็ต้องเลิกนั่นทำให้เขาหันมาเป็นนักมวยสากลสมัครเล่นหลังจากได้เข้าไปอยู่ในกองทัพอเมริกา

มาร์เซียโน่ เป็นนักมวยที่ตั้งรับไม่เป็นหรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นมวยไฟต์เตอร์จ๋า เดินหน้าฆ่ามันอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อประกอบด้วยร่างกายที่เสียเปรียบด้วยความสูงแค่ 5 ฟุต 11 นิ้ว (179 เซนติเมตร) หนักแค่ 190 ปอนด์ (86 กิโลกรัม) พร้อมช่วงชกที่สั้นแค่ 68 นิ้ว (173 เซนติเมตร) ดังนั้นมันจึงจำเป็นมากที่เขาจะต้องมีหมัดเด็ดที่ใช้ปิดบัญชีคู่ชกได้จากการมุดเข้าวงใน และหลังจากที่เขาได้เทิร์นโปรในปี 1947 โลกก็ได้รู้จัก กาเซล พันช์ หรือ หมัดละมั่ง เป็นครั้งแรก

กาเซล พันช์ มีวิธีใช้ง่ายๆ เพียง 4 สเต็ปเท่านั้นได้แก่…

หนึ่ง ย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อรอจังหวะหลบหมัดของคู่ต่อสู้

สอง ถ่ายเทน้ำหนักไปที่ขาทั้งสองข้าง

สาม บิดสะโพกเล็กน้อยเพื่อเสริมแรง ในขณะที่ง้างหมัดฮุกหรืออัพเปอร์คัต

และ สี่ ดีดตัวขึ้นมาพร้อมจู่โจมต่อเนื่อง สลับด้วยหมัดซ้ายที ขวาที พร้อมบิดสะโพกเสริมแรง เอาจนกว่าคู่ชกจะร่วง

Boxing-79

สำหรับ ร็อคกี้ มาร์เซียโน่ นั้น กาเซล พันช์ คือท่าไม้ตายก้นหีบของเขา ด้วยพลังกำปั้นที่หนักหน่วงบวกกับเทคนิคเสริมพลังจากการยันตัวของร่างกายส่วนล่างทำให้ 16 ไฟต์แรกของการชกอาชีพ เขาไล่ถลุงคู่ชกจนได้ชนะน็อคทุกครั้ง และมีถึง 9 จาก 16 ไฟต์ที่น็อคคู่ชกได้ตั้งแต่ระฆังปิดยกที่ 1 ยังไม่ดังเลยทีเดียว

หมัดที่หนักหน่วงทำให้เขาได้ฉายาว่า “The Brockton Blockbuster” หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “ไอ้หมัดภูผาหิน” ซึ่งตามมาด้วยสถิติชกชนะรวด 49 ไฟต์ และมีถึง 43 ไฟต์ที่เป็นการชนะน็อคเอาต์คู่แข่งอีกด้วย 

แม้จะเลิกชกไปแต่ กาเซล พันช์ ก็กลายเป็นมรดกตกทอดในวงการมวยสืบไป หลังจากหมดยุคของเขาในปี 1955 

เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ฟลอยด์ แพ็ทเทอร์สัน ก็นำท่า กาเซล พันช์ มาใช้งานต่อและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะตัวของ แพ็ทเทอร์สัน นั้นเป็นคนที่เคลื่อนไหวได้เร็วมากตั้งแต่ขั้นตอนแรก (ขั้นตอนการย่อเข่าหลบหมัดของคู่แข่ง) ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นดี การดีดตัวเพื่อชกของเขาก็ยิ่งแรงเข้าไปอีก ก่อนจะปิดท้ายด้วยการชกแบบซ้ายทีขวาทีแบบแทบนับหมัดไม่ทัน นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมจึงกลายเป็นนักมวยอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวตได้ (ก่อน ไมค์ ไทสัน จะมาทำลายสถิติในภายหลัง)

Boxing-80

ความเร็วและความหนักในการใช้ กาเซล พันช์ ของ แพ็ทเทอร์สัน ถูกยกย่องว่าเขาเป็นผู้ใช้ท่าไม้ตายนี้ได้มีประสิทธิภาพที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย 

นักชกรุ่นหลังๆ เรียนรู้วิธีเพิ่มพลังหมัดจากการใช้แรงส่งจากขาและร่างกายท่อนล่างของ มาร์เซียโน และแพทเทอร์สัน ไปสร้างชื่อเสียงได้มากมาย โดยเฉพาะไฟต์ในตำนานระหว่าง โจ เฟรเซียร์ กับ มูฮัมหมัด อาลี ในปี 1971 ที่ โจ เฟรเซียร์ นั้นใช้ กาเซล พันช์ มุดเข้าวงในและฮุกด้วยซ้ายใส่ อาลี จนร่วงในยก 15 และเป็นฝ่ายชนะคะแนนไปในท้ายที่สุด แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือนั่นคือครั้งแรกที่นักชกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง อาลี ต้องพบกับความพ่ายแพ้ในอาชีพนักรบสังเวียนผ้าใบ 

แม้แต่อาลี ก็ยังร่วงได้ง่ายๆ ดังนั้นมันจึงเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า กาเซล พันช์ คือท่าไม้ตายที่ได้เรื่องได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง และปัจจุบันยังมีนักชกหลายคนที่ใช้งานมันอยู่ หนึ่งในนั้นคือ วลาดิเมียร์ คลิทช์โก้ อดีตแชมป์โลกเฮฟวี่เวตชาวยูเครนนั่นเอง

กาเซล พันช์ มาถึง อิปโป ได้อย่างไร?

การได้ กาเซล พันช์ เป็นอาวุธทีเด็ดนั้นเกิดขึ้นจากการที่ อิปโป เป็นนักมวยตัวเล็กเสียเปรียบช่วงชก (จุดเริ่มต้นคล้ายๆ กับ ร็อคกี้ มาร์เซียโน่) จึงต้องหาท่าไม้ตายที่เล่นงานคู่ชกจากวงในและสุดท้ายก็มาค้นพบ กาเซล พันช์ นั่นเอง

Boxing-81

ว่ากันตามความจริงแล้ว อิปโป นั้นไม่ใช่คนหมัดหนักโดยพรสวรรค์แต่อย่างใด เพราะมันเกิดจากการฝึกกล้ามเนื้อมาอย่างดีต่างหาก อิปโป เคยทำงานแบกหามบนเรือประมง อีกทั้งเมื่อเข้าระบบอาชีพเขาก็ยังเน้นการฝึกกล้ามเนื้อแบบเข้มข้นมาโดยตลอดตั้งแต่ตอนแรกๆ แล้ว

การฝึกท่า กาเซล พันช์ นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากตอนที่ 46 ที่ อิปโป เริ่มฝึกกล้ามเนื้อขาและชกกระสอบทรายเป็นครั้งแรก จนกระทั่งได้เอามันมาใช้ครั้งแรกกับ อเล็กซานเดอร์ วรูค ซานคีเยฟ แน่นอนว่าด้วยพลังขาที่พร้อมตั้งแต่สมัยทำงานอยู่บนเรือ บวกกับการฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกจึงทำให้ อิปโป ซัด วรูก ด้วย กาเซล พันช์ จนกระเด็นด้วยความรุนแรงราวกับโดนสิบล้อชนก็ไม่ปาน

อย่างไรก็ตามในเรื่องก็ยัง “เนิร์ฟ” กาเซล พันช์ ของ อิปโป ลงไปพอสมควร เพราะด้วยความรุนแรงระดับสิบล้อชน ผู้เขียนจึงจำกัดขีดความสามารถของ กาเซล พันช์ ด้วยการใส่ข้อแม้ไปว่า “ไม่อาจต่อยท่านี้รัวๆ ได้” เพราะจะส่งผลกับร่างกายของตัว อิปโป เอง

โลกการ์ตูน vs โลกความจริง

ทุกวันนี้ กาเซล พันช์ ยังคงเป็นท่าที่ทรงประสิทธิภาพไม่เปลี่ยนแปลง โดยท่านี้เหมาะกับเวลาที่ต้องดวลกับคู่ชกที่มีช่วงชกยาวกว่าและมีการออกอาวุธระยะไกลที่ดีกว่า เพราะการถีบตัวไปข้างหน้าแบบละมั่งนั้นหากทำได้ตามขั้นตอนและมีประสิทธิภาพแล้วยากที่ใครจะตั้งตัวทัน ยกตัวอย่างเช่นการที่ เฟรเซียร์ คว่ำ อาลี ตามที่กล่าวไปข้างต้นจะเห็นภาพชัดเจนที่สุด

เพราะ อาลี ในเวลานั้นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักมวยที่มีฟุตเวิร์คดีที่สุดและรวดเร็วที่สุดถึงขั้นขนาดชกแบบไม่ต้องตั้งการ์ดก็ยังไม่สามารถตั้งตัวหมัด กาเซล พันช์ ของ เฟรเซียร์ ได้เลย

Boxing-82

อย่างไรก็ตามทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรดี 100% และไม่ได้เรื่อง 100% กาเซล พันช์ เองก็เช่นกัน ในการ์ตูนนั้นอาจจะถูกอ้างอิงว่าร่างกายของผู้ใช้จะเสียหาย ทว่าในโลกแห่งความจริงนั้น กาเซล พันช์ ก็มีจุดอ่อนซ่อนอยู่ไม่ต่างกัน

Shortboxing เว็บไซต์เกี่ยวกับการวิเคราะห์พลังหมัดหรือการชกแบบต่างกล่าวว่า กาเซล พันช์ ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการเจอกับนักมวยสายตั้งรับ (เคาน์เตอร์ พันช์) หรือเรียกง่ายๆ ก็คือนักมวยที่ดักชกจังหวะสองเก่งๆ อาทิ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ยอดฝีมือสายเคาน์เตอร์เหล่านี้จะมีโอกาสอ่านทางและปล่อยหมัดขวาตรง หรือซ้ายตรงใส่หน้าคนที่พยายามจะใช้ กาเซล พันช์ ได้ก่อนแน่นอน เพราะใช้ระยะในการออกหมัดที่สั้นและกินเวลาในการปล่อยหมัดน้อยกว่า 

ตัวอย่างที่ชัดมากๆ อันหนึ่งคือไฟต์ในศึก UFC 194 ระหว่าง คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ กับ โฮเซ่ อัลโด้ ในปี 2015 อัลโด้ พยายามจะใช้การชกลักษะเดียวกับ กาเซล พันช์ ใช้พลังขาดีดตัวเข้าชก ทว่า แม็คเกรเกอร์ ยืนระยะดีพอที่จะอ่านทางออกก่อนและสวนเปรี้ยงทีเดียวเข้าที่หน้าเต็มๆ จน อัลโด้ หลับกลางอากาศเลยทีเดียว

Boxing-83

จะเห็นได้ว่าเมื่อโลกและยุคสมัยของมวยเปลี่ยนไป กาเซล พันช์ นั้นโดนจับทางได้ในท้ายที่สุด ไม่มีใครที่เป็นมวยไฟต์เตอร์สายเดินหน้าฆ่ามันใช้ท่านี้คว่ำคู่ชกได้ง่ายๆ แบบที่ ร็อคกี้ มาร์เซียโน่ และ ฟลอยด์ แพ็ทเทอร์สัน เคยทำได้อีกแล้ว 

ทว่า กาเซล พันช์ ได้กลับคืนสู่สามัญเหมือนกับความหมายตรงตัวกับคำแปลแบบกำปั้นทุบดินที่ว่า หมัดละมั่ง อย่างแท้จริง เพราะมันจะกลายเป็นทีเด็ดของมวยฝ่ายตั้งรับโดยปริยาย เหมือนกับที่ ละมั่ง ใช้หนีสัตว์นักล่านั่นแหละ พลังขาที่แข็งแรง และการรอจังหวะใช้พลังอย่างใจเย็น คือกุญแจแห่งความสำเร็จที่จะทำให้มวยรองสามารถพลิกกับมาชนะได้มากกว่าปกติไม่มากก็น้อย… 

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนจึงมอบท่านี้ให้กับ อิปโป… หาก “เด็มพ์ซี่ย์ โรล” คือสกิลสายบุกที่รวดเร็วแล้วล่ะก็ “กาเซล พันช์” ก็เป็นทีเด็ดยาม อิปโป ตั้งรับยามเจอคู่แข่งที่เหนือกว่าหรือบุกดุดันกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้พระเอกของเรื่องมีพัฒนาการจนเป็นนักชกที่ดุดันครบเครื่องนั่นเอง

“ราฟฟี สิงห์ป่าตอง” : ชีวิตนักมวยฝรั่งเศสแชมป์เวทีลุมพินีบนสังเวียนเลือดมวยไทย

Boxing-76

“ถ้าผมคิดเรื่องหาเงินเป็นอันดับแรก ผมคงไม่เลือกชกมวยไทย แต่ผมต่อย เพราะผมรักมวยไทย” 

การตอบคำถามด้วยภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำของ ราฟาแอล โบอิค (Raphael Bohic) หรือ ราฟฟี สิงห์ป่าตอง นักมวยไทยอาชีพชาวฝรั่งเศส คงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า “เขารักมวยไทยมากแค่ไหน ?”

สำหรับคนหนุ่มที่เติบโตมาในประเทศที่พัฒนา และสามารถหารายได้หลักครึ่งแสนต่อเดือน แทบไม่มีความจำเป็นใดๆเลย ที่เขาต้องมาใช้ชีวิตแบบนักมวยไทย ในแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง รวมถึงต้องปรับตัวกับทุกๆเรื่องตั้งแต่อาหารการกิน ภาษา ไปจนถึงวัฒนธรรมต่างกัน

แต่เพราะมนุษย์ทุกคนต่างความหลงใหลและวิถีทางที่อยากจะเป็นแตกต่างกัน…ราฟฟี ยินดีที่จะสละชีวิตอันสุขสบายในประเทศฝรั่งเศส ดินแดนที่คนไทยหลายคน อยากไปท่องเที่ยวหรือใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เพื่อมาต่อสู้บนสังเวียนเลือด แลกกับ  ชื่อเสียง เงินตรา และความสุขที่ได้เดินบนเส้นทางที่ใจต้องการ 

หากนับนิ้วมือตามจำนวนปีที่ ราฟฟี อยู่กินบนแผ่นดินไทย ก็คงต้องใช้นิ้วมือทั้งสองข้าง เพื่อบอกแทนว่า เขาใช้เวลานานกว่าแค่ไหน… 

กว่าชาวต่างชาติคนหนึ่งอย่างเขา จะผงาดขึ้นมาเป็น นักชกแม่เหล็กแถวหน้าของวงการมวยไทยยุคนี้ ที่มีเข็มขัดแชมป์ รุ่น 147 ปอนด์ เวทีมวยลุมพินี และแชมป์โลกมวยไทยสถาบัน WMC รุ่น 140 ปอนด์ เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ

ไอ้หนุ่มช่างไฟหัวใจมวยไทย 

แรนส์ (Rennes) เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกตอนเหนือ ห่างจากปารีส 310 กิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม วิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่าย บ้านเมืองที่สะอาดสะอ้านตา จนถูกยกให้เป็น เมืองน่าอยู่ลำดับต้นๆ ของประเทศฝรั่งเศส  

ราฟฟี ใช้ชีวิตในวัยเด็กและเติบโตที่เมืองนี้ เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น เขาเรียนหนังสือควบคู่กับการทำงานเป็น “ช่างไฟฟ้า” ตามอาชีพที่ครอบครัวทำกันมา (ทำงานสองสัปดาห์, เรียนสองสัปดาห์) จนถึงอายุ 18 ปี

“ผมชอบกีฬาต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 6 ขวบ เคยเรียนยูโด ก็ไม่ได้ติดใจอะไร จึงเลิกไป พออายุสักประมาณ 14 ปี ชอบหาเวลาว่างเปิดคลิปดูการชกมวยหลากหลายรูปแบบ แต่ที่ชอบมากสุด คือ มวยไทย เพราะสามารถศอกได้ ทำได้หลายอย่างไม่ผิดกติกา ส่วนการต่อสู้แบบอื่น อย่าง คิก บอกซิง ผมดูแล้วมันไม่สนุกเลย” 

“ผมชอบดูคลิปบัวขาว, แสนชัย หรือว่าคลิปการชกนักมวยไทยเก่าๆ เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ยิ่งเปิดดูก็ยิ่งทำให้ผมสนใจมวยไทยมากขึ้น เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปฝึก จนมาทราบว่ามียิมสอนมวยไทยเปิดอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานห่างประมาณ 10 กิโลเมตร ทุกวันหลังเลิกงานตอนเย็น ผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรียนมวยไทยที่นั่น ตั้งแต่ 2 ทุ่ม – 4 ทุ่ม แล้วค่อยกลับบ้าน”

“ผมไม่รู้ว่าเขาสอนถูกต้องหรือไม่ รู้แต่ว่าผมอยากฝึกมวยไทย และอยากหาเวทีชกเยอะๆ” ราฟฟี บอกกับเราถึงเหตุผลที่เริ่มหลงรักมวยไทย

ราฟฟี ได้เริ่มต้นเรียนมวยไทย ตอนอายุ 17 ปี  ซึ่งหากเทียบกับเด็กไทยก็นับว่าเริ่มต้นช้ามาก แต่เขาคิดว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา เพราะเขารู้สึกสนุกและเต็มใจจะเหนื่อยเพิ่มเติมในทุกๆวันหลังเลิกงาน จนมวยไทยกลายเป็นความหลงใหลที่ ราฟฟี ถอนตัวไม่ขึ้น

หนุ่ยน้อยจากเมืองแรนส์ พยายามตระเวนหารายการชกมวยไทยในประเทศฝรั่งเศส แต่น่าเสียดายที่ไฟต์มีจัดไม่บ่อยนักและเว้นช่วงนานเกินไป ทำให้ ราฟฟี่ เริ่มอยากออกเดินทาง ไปสัมผัสประสบการณ์ชกจริง ถูกฝึกสอนจริง โดยชนชาติต้นตำรับกีฬาชนิดนี้ 

“ที่ฝรั่งเศส ปีๆหนึ่ง จะมีรายการชกแค่ 4-5 ไฟต์เท่านั้น แต่ผมเคยได้ยินมาว่าที่เมืองไทย มีรายการต่อยทุกเดือน ผมจึงอยากหาโอกาสมาชกที่ไทย ผมอยากขึ้นเวทีต่อยเยอะๆ ตอนนั้นผมทำงานได้เงิน เดือนละประมาณ 50,000 บาท ก็ค่อยๆเก็บสะสม จนมีเงินก้อนหนึ่งเป็นทุนส่วนตัว สำหรับบินมาเรียนมวยไทย”

“คนอื่นเขาอาจจะมาเมืองไทยเพราะอยากพักผ่อน ท่องเที่ยว แต่เหตุผลเดียวที่ผมมาไทย เพราะมวยไทยเท่านั้น”

สัมภาระเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งถูกบรรจุลงในกระเป๋าเดินทาง พร้อมกับเงินเก็บจำนวนหนึ่งที่ได้มาจากการทำงานประจำอย่างขันแข็ง คือ สองสิ่งหลักๆที่ราฟฟี่ โบอิค ได้นำขึ้นเครื่องบินออกเดินทางไปยังอีกซีกโลก ในดินแดนที่ห่างไกลออกไปจากถิ่นฐานของเขากว่า 12,000 กิโลเมตร 

แผ่นดินที่ในวันนี้เขาให้คำแทนประเทศนั้นว่า “บ้านหลังที่สอง” 

ฝรั่งบนสังเวียนมวยไทย

เสียงปี่พาทย์อันเร่งเร้า เคล้ากับเสียงกลองชวา จากวงดนตรีปี่กลอง ที่บรรเลงอยู่ข้างๆสนามมวย ท่ามกลางบรรยากาศเสียงอื้ออึงที่ไม่เคยหยุด ของเซียนมวยและคนดูในเวทีมวยมาตรฐาน “ลุมพินี”

เป็นประสบการณ์การชกครั้งหนึ่ง ที่น่าตื่นเต้นของ ราฟฟี โบอิค นักมวยโนเนมชาวฝรั่งเศสวัย 18 ปี ที่ได้มีโอกาสเดินทางจากจังหวัดภูเก็ต ขึ้นมาชกบนสังเวียนอันทรงเกียรตินี้

“ครั้งแรกที่มาเมืองไทย ผมไปซ้อมอยู่ที่ แฟร์เท็กซ์ ก็ฝึกซ้อมไปได้ระยะหนึ่ง จนหมดเงินเก็บ ก็บินกลับไปทำงานเก็บเงินและมาเมืองไทยเป็นครั้งที่สอง โดยเข้ามาฝึกซ้อมกับค่ายมวย สิงห์ป่าตอง ที่ จ.ภูเก็ต”

“สาเหตุที่เปลี่ยนมาซ้อมที่นี่ เพราะมีเพื่อนแนะนำให้มา เขาบอกว่า ค่ายนี้สอนดี ดูแลดี ฝรั่ง คนไทย เท่าเทียมกัน แถมมีรายการให้ชกด้วย”

“ความตั้งใจแรกผมคิดว่าจะอยู่สัก 4 เดือน เงินหมดค่อยกลับฝรั่งเศสไปทำงานต่อ แต่ระหว่างที่ฝึกซ้อมอยู่ สิงห์ป่าตอง ผมได้ขึ้นชกประมาณ 9 ไฟต์ เจอพวกสมัครเล่นเหมือนกันชนะน็อกได้หมดเลย ค่ายจึงพาผมไปลองชกลุมพินี 1 ครั้ง” 

“พอใกล้ถึงกำหนด ผู้ใหญ่ทางค่ายก็สนใจ อยากให้ผมชกมวยไทยต่อ ผมจึงบินกลับฝรั่งเศส ไปทำเรื่องเอกสารประมาณ 2 สัปดาห์ และตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่เป็นนักมวยที่ไทยจนถึงทุกวันนี้”

การได้รับการถ่ายทอดวิชามวยไทย จากครูฝึกชาวไทย บวกกับได้ลองชกในสนามจริงที่ทางค่ายมีโปรแกรมจัดชกที่ จ.ภูเก็ต ทุกวันเสาร์ ทำให้ ราฟฟี่ โบอิค ยิ่งหลงรักมวยเข้าอย่างสุดหัวใจ

ก่อนที่เขาจะตัดสินใจ เลือกเอาดีทางการชกมวยไทย ตามคำชวนของ หนุ่มน้อย เมืองหาดใหญ่ (สมนึก พัดบุรี) โปรโมเตอร์และผู้ดูแลคณะสิงห์ป่าตอง ที่ชอบใจในความขยันของนักชกฝรั่งคนนี้ โดยในตอนนั้นเขามี ดาเมียน อลามอส เพื่อนร่วมชาติที่เคยเป็นแชมป์เวทีมวยลุมพินี เป็นแรงบันดาลใจที่เขาอยากเดินตามรอย

แม้พื้นฐานเขาไม่ได้มีทักษะด้านมวยไทยที่ดีนัก เมื่อเทียบกับนักมวยชาวไทย โดยเฉพาะด้านเทคนิค ทั้งเรื่องเชิงมวย เหลี่ยมมวย หรือการออกอาวุธให้รุนแรงได้น้ำหนัก แต่การที่เขาถูกฝึกซ้อมซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานานในทุกๆวัน เริ่มทำให้เขามีพัฒนาการที่ดีขึ้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป

“ซ้อมมวยไทยที่ไทย มันทั้งหนัก ทั้งเหนื่อยมาก และยากมากๆเลย ต้องใช้เวลาซ้อมวันละหลายชั่วโมง แบ่งเป็นช่วงเช้ากับช่วงเย็น บางครั้งเหนื่อยจนร่างกายแทบจะไม่ไหวแล้ว แต่ใจก็บอกว่า เอาอีก เอาอีก เพราะเรายังต้องเรียนรู้หลายอย่างมากในกีฬามวยไทย”

“อยู่ที่ฝรั่งเศส ผมได้เรื่องหมัดกับเตะ แต่มาอยู่ไทย ผมได้ฝึกเรื่องศอกกับเข่า รวมถึงการกอดปล้ำด้วย ซึ่งยากมากๆ ต้องเรียนทุกวัน วันละหลายชั่วโมง กว่าจะไล่แขนเป็น ผมเริ่มจากฝึกปล้ำกับคนตัวเล็กกว่า จำได้ว่าตอนแรกๆ ผมปล้ำสู้เขาไม่ได้เลย ทั้งที่ตัวเองใหญ่กว่า พอเริ่มปล้ำเป็น ก็ค่อยๆขยับมาเจอคนที่หุ่นสูสีกัน ตอนนี้ผมปล้ำคนที่ตัวใหญ่กว่าได้แล้ว”

กว่าที่ ราฟฟี่ จะได้ขึ้นไปชกแต่ละไฟต์ เขาต้องผ่านการฝึกซ้อมที่ยาวนานและยากลำบาก แต่เพราะความกระตือรือร้นที่อยากเก่งมวยไทย ทำให้ ราฟฟี่ พยายามหัดฟัง และพูดภาษาไทย จนสามารถสื่อสารกับเทรนเนอร์ได้ง่าย

บวกกับทัศนคติของ ราฟฟี่ ที่เป็นคนที่เปิดรับการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ชั้นเชิงการชกของเขา ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ ยามอยู่บนสังเวียน ไม่ว่าจะประจันหน้ากับ คู่ชกชาวต่างชาติ หรือนักมวยไทย

กลายเป็นว่า พอ ราฟฟี่ ชกไปนานเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมีลักษณะท่าทางการออกอาวุธ ป้องตัว เหมือนกับนักมวยชาวไทยมากขึ้นตามไปด้วย

“ตอนแรกที่ราฟฟี่อยู่กับเรา เขาไม่ได้ชกแบบนี้เลย สไตล์เขาจะเดินแข็งทื่อ เพราะเขาไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้เขามีสไตล์การชกไม่เหมือนฝรั่งชกมวย ดูเหมือนคนไทยมากกว่า เพราะเขาเป็นคนที่เชื่อครูฝึกมาก ไม่ว่าจะสอนอะไร เขาจะรับฟัง และทำตามหมด โดยไม่มีข้อสงสัย”

“ฝรั่งบางคน ที่เคยเรียนมวยไทยในประเทศเขามาก่อน บางทีพอมาเจอการสอนโดยคนไทย เขาก็อาจจะไม่ยอมรับในบางวิธีการสอน หรือเทคนิคที่ครูฝึกถ่ายทอด เพราะคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ก็เลยทำให้เขามีสไตล์การชกที่ไม่เหมือนคนไทย” 

“แต่ราฟฟี่เขาไม่ได้คิดแบนนั้น เขาเป็นคนที่น้ำไม่เต็มแก้ว มีความอดทนสูง มีระเบียนวินัย ขยัน ก็เลยทำให้เขาสามารถชกได้คล้ายๆกับนักมวยไทย แม้เขาจะเริ่มต้นชกตอนอายุ 18 ปีแล้ว” ปาริฉัตร พัดบุรี ผู้จัดการค่ายมวย สิงห์ป่าตอง-ศิษย์หนุ่มน้อย เล่าเรื่องราวของ ราฟฟี่ ในขณะที่เจ้าตัวกำลังฝึกซ้อมในช่วงเย็น

100 เข็มและเข็มขัดแชมป์ลุมพินี 

เพราะไม่มีเทคนิคและกระดูกมวยติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เหมือนนักมวยไทยอาชีพทั่วไป ราฟฟี่ สิงห์ป่าตอง จึงต้องชดเชยความบกพร่องนั้น ด้วยการทุ่มเทและฝึกซ้อมให้หนัก และพยายามให้มากกว่า นักมวยอาชีพ ที่เหนือกว่าเขา 

รอยแผลเป็นบนใบหน้าของ ราฟฟี่ สิงห์ป่าตอง มากกว่า 100 เข็ม คือ หลักฐานพยานที่เด่นชัดว่า เขาผ่านอะไรมาบ้างบนสังเวียนผ้าผืนใบ 

“ผมชอบมวยไทย เพราะออกอาวุธไม่ต้องเยอะ แต่เต็มที่ หนักทุกลูก เป็นกีฬาที่อันตรายมาก อย่างผมเย็บมา 100 กว่าเข็มแล้ว เหนือคิ้ว ใต้ตา หางคิ้ว ตรงข้อศอก เคยเย็บมากสุดครั้งเดียว 17 เข็ม ความรู้สึกตอนที่มีแผลแตก มันรู้สึกร้อนๆ แต่ไม่ได้เจ็บ ที่เจ็บสุดคือตอนเย็บแผล เจ็บมากกว่าตอนชกเสียอีก แล้วต้องรีบเย็บด้วย เพราะมันยังร้อนอยู่ ถ้าช้าจะเจ็บมากกว่านี้”

“บางครั้งโดนเตะซี่โครง นอนพลิกตัวไม่ได้เลย อาชีพนักมวยไทยไม่ง่ายเลย เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยคิดหรอกว่าตัวเองจะเป็นแชมป์ ผมแค่อยากมีรายการชกบ่อยๆ อยากชกให้คนดูประทับใจ ผมดีใจที่เวลาไปสนามมวย มีแฟนมวยคนไทยมาขอถ่ายรูป เข้ามาทักทาย รู้สึกมีความสุขมาก” ราฟฟี่ กล่าว

“ไม่เจ็บ ไม่เรียนรู้” ราฟฟี่ เข้าใจความหมายของคำนี้เป็นอย่างดี เพราะในความเป็นจริง เขาแทบไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องใช้กำปั้นแลกความเจ็บปวด เพื่อเงินทองเหมือนกับนักมวยชาวไทย ที่จำนวนไม่น้อย มาจากครอบครัวที่ยากจน 

เขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตเป็นคนชนชั้นกลาง ทำงานหาเงินไม่ต้องเจ็บตัว อยู่ในประเทศฝรั่งเศส ไม่ต้องห่างไกลกับครอบครัว แต่ถึงกระนั้น ราฟฟี่ ไม่ได้คิดเช่นนั้น เขายินดีที่จะเสี่ยงรับความเจ็บปวดบนสังเวียนผืนผ้าใบมวยไทย ด้วยเหตุผลที่มากกว่าแค่เรื่องเงินทอง

“พ่อแม่ท่านก็เป็นห่วงนะครับ ตอนที่ผมเลือกเป็นนักมวยไทย แต่ชกเพราะผมรักมวยไทย ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องเป็นแชมป์ อยากมีรายการชกบ่อยๆ อยากชกให้เต็มที่ให้คนดูสนุก ถึงอาชีพนักมวยค่าตัวจะน้อย แต่ผมไม่ได้ชกมวยไทยเพราะเงิน ถ้าผมคิดเรื่องหาเงินเป็นอันดับแรก ผมคงไม่เลือกชกมวยไทย ผมก็คงไปหางานอย่างอื่นทำ” 

จากนักชกฝรั่งไร้ทรงมวย ความขยัน ตั้งใจ และไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง ทำให้ ราฟฟี่ ยกระดับตัวเองมาสู่มวยค่าตัวเงินแสนอีกคนของประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นค่าตัว 4,000 บาทต่อไฟต์ 

แต่เขาคงไม่มีทางได้เป็นแชมป์มวยไทย เวทีลุมพินี หรือมีโอกาสได้ชกกับนักมวยไทยฝีมือดีหลายราย อาทิ ชูเจริญ ดาบรันสารคาม, ฉมวกทอง ไฟต์เตอร์มวยไทย, ยอดพนมรุ้ง จิตรเมืองนนท์, มนัสชัย หยกขาวแสนชัยยิม, ก้องศักดิ์-พงษ์สิริ พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม, นนทกิจ ต.หมอศรี รวมถึง แสนชัย หากเขาไม่มีวินัยและความพยายามที่มากพอ

โดยเฉพาะเรื่องการลดน้ำหนักที่ถือเป็นฝันร้ายสำหรับนักมวยไทยทุกคน ยามต้องเข้าโปรแกรมคุมน้ำหนัก เพื่อไม่ให้เกินน้ำหนักที่ตกลง และด้วยรูปร่างโครงสร้างร่างกายที่ใหญ่กว่าคนไทย ทำให้ ราฟฟี มักเป็นฝ่ายบีบน้ำหนักลงมาอยู่ที่ประมาณ 142 ปอนด์ โดยบางครั้ง เขาจะให้นักมวยไทยที่เก่งกว่า ต่อน้ำหนักให้เขา 2 ปอนด์  เพราะเจ้าตัวไม่สามารถทำน้ำหนักให้ลงไปมากกว่านั้นได้

“ผมเข้าใจนะครับว่า นักมวยไทยส่วนมากน้ำหนักจะไม่ค่อยเกิน 140 ปอนด์ (63.5) แต่ผมบีบน้ำหนักได้มากสุดแค่ 142 ปอนด์ (64 กิโลกรัม) เพราะน้ำหนักตัวผมปกติมันเยอะมาก (69 กิโลกรัม หรือ 152 ปอนด์)” 

“เท่ากับว่าถ้าผมชก 142 ปอนด์ ผมต้องลดน้ำหนักลงมาประมาณ 5 กิโลกรัมต่อไฟต์ ซึ่งผมต้องคุมอาหารก่อนชกเป็นสัปดาห์ และออกไปวิ่งเยอะๆ ช่วง 2-3 วันก่อนชก ถึงขนาดนั้น น้ำหนักก็ยังเกินมา 1 ปอนด์ตลอดตอนชั่ง จนผมชินแล้ว”

“แต่ผมไม่ค่อยคิดมากว่า มันเหนื่อย ก็ต้องสู้ อย่าไปอารมณ์เสีย พยายามคิดให้เป็นบวก ชกให้เต็มที่ก็พอ แล้วค่อยคิดเรื่องแพ้ ชนะ หรือแชมป์”

ราฟฟี ในวัย 28 ปี ลงหลักปักฐานและพบรักกับหญิงสาวชาวไทย โดยมีธุรกิจเล็กๆ ด้วยการปล่อยเช่ามอเตอร์ไซค์ ใน จ.ภูเก็ต เป็นรายได้เสริม นอกเหนือจากรายการชกที่เขามีต่อยอย่างสม่ำเสมอในไทย รวมถึงรายการในต่างประเทศ ที่ได้บรรลุข้อตกลงเซ็นสัญญากับ ONE Championship

แม้ในวันนี้ ราฟฟี่ จะมีรายได้จากการชกมวยไทยต่อเดือน เป็นเงินจำนวนที่มากกว่าตอนทำงานเป็นช่างไฟฟ้าในบ้านเกิด 

แต่อย่างที่เขาบอกกับเรา เงินไม่ใช่ประเด็นหลักที่เขาเลือกอาชีพนักมวยไทย เขาเลือกมวยไทย เพราะนี่คืองานที่เขารักและมีความสุขที่จะทำ เขายินดีที่จะเหนื่อย ยินดีจะพบกับความเจ็บปวด และพร้อมที่จะทุ่มเทให้มันอย่างสุดหัวใจ 

และสิ่งที่ตอบแทนกลับมาวันนี้ คือ ราคาแห่งความพยายามที่เขาแลกมันมาด้วย เลือด, หงาดเหงื่อ และความตั้งใจของชาวต่างชาติคนหนึ่ง บนสังเวียนผืนผ้าใบมวยไทย

“ผมมีความสุขกับทุกไฟต์ที่ได้ชก ผมไม่ได้รู้สึกมีปัญหาในการปรับตัว เรื่องการใช้ชีวิตที่ไทย แม้ว่า ไทย กับ ฝรั่งเศส จะมีความแตกต่างกันมาก ทั้ง สภาพอากาศ, อาหารการกิน หรือภาษา แต่เราก็ยังเห็นว่าคนไทยยิ้มให้กันตลอด ส่วนบ้านผมในช่วงหน้าหนาว เราคงไม่ได้เห็นรอยยิ้มจากพวกเขาแน่ๆ”

“มันก็มีบางครั้งตอนอยู่ไทย ที่ผมคิดถึงบ้าน เพราะผมได้กลับบ้านฝรั่งเศสแค่ปีละครั้งเอง แต่พอผมกลับฝรั่งเศสจริงๆ อยู่ที่นั่นได้แค่ 2-3 อาทิตย์ ก็อยากกลับไทยแล้ว ผมรู้สึกเหมือนที่นี่ เป็นบ้านอีกหลังของผมจริงๆ” ราฟฟี ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มหลังจบประโยคนี้

“จิมูเอล ปาเกียว” : ลูกไม้ที่อยากอยู่ใต้ต้นของคุณพ่อ

Boxing-69

“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” คือสุภาษิตที่หมายความว่า ลูกย่อมไม่แตกต่างไปจากพ่อแม่ แม้ว่าเส้นทางที่คนสองวัยเลือกเดินในตอนแรก จะแตกต่างกันสักแค่ไหน สุดท้ายต้องมาบรรจบที่ถนนเดียวกันทุกครั้งไป

สำหรับ แมนนี่ ปาเกียว ตำนานมวยแชมป์โลกชาวฟิลิปปินส์ ความต้องการเดียวที่ตัวเขามีต่อลูกชายสุดที่รัก จิมูเอล ปาเกียว คือ “ต้องไม่เป็นนักมวย” บาดแผลและความยากลำบาก บนเวทีพื้นผ้าใบ คือสิ่งที่แมนนี่ไม่ต้องการให้ทายาทคนใดของเขาได้สัมผัส

หากแต่จิตวิญญาณนักสู้ที่ส่งผ่านทางสายเลือด ชักพาให้ จิมูเอล เดินตามรอยเท้าพ่อ แม้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวอย่างที่ตั้งใจ ผลงานของจิมูเอลดีแค่ไหน? แล้ว แมนนี่ ปาเกียว ตอบรับความฝันของลูกชายอย่างไร? 

ติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวปาเกียวไปพร้อมกัน…

เดินตามรอยพ่อ

เอ็มมานูเอล ปาเกียว จูเนียร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ จิมูเอล ปาเกียว เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี 2001 เขาคือลูกคนโตจากทั้ง 5 คนของ แมนนี่ ปาเกียว นักมวยดีกรีแชมป์โลกชาวฟิลิปปินส์

Boxing-70

ด้วยชื่อเสียงของพ่อ จิมูเอล ได้รับความสนใจจากสื่อตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มต้นเส้นทางของตัวเองในวงการบันเทิง จากการประกอบอาชีพนายแบบ และได้คบหากับดาราสาวชาวฟิลิปปินส์ที่ชื่อว่า เฮเว่น ปาราเลโฮ

เส้นทางชีวิตของจิมูเอลในช่วงวัยรุ่น ที่ดูเหมือนจะสวนทางกับผู้เป็นพ่อ เป็นไปตามความต้องการของ แมนนี่ ปาเกียว เขาและภรรยา จินนี่ ปาเกียว ไม่ต้องการให้ลูกชายขึ้นไปเจ็บตัวบนเวทีมวยเลยแม้แต่น้อย 

เจ้าของฉายา “แพคแมน” เคยออกสัมภาษณ์กับสื่ออย่างชัดเจนด้วยซ้ำว่า ต้องการให้ลูกชายเรียนกฎหมาย แทนที่จะมาสวมนวมต่อยมวยแบบเขา

หากแต่ วงการบันเทิง และ วิชากฎหมาย ไม่ใช่ความสนใจที่แท้จริงของจิมูเอล เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาประกาศอย่างชัดเจนว่าต้องการหันหน้าเข้าสู่วงการมวยสากล แม้จะเป็นเส้นทางที่แตกต่างจากบิดาของตัวเองก็ตาม

“จริงๆ แล้ว ผมต้องการไล่ตามความฝันในกีฬามวยสากล ผมต้องการเป็นนักชกสมัครเล่น แล้ววันหนึ่งผมจะเป็นตัวแทนของชาติในโอลิมปิก ผมต้องการสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเอง” จิมูเอลสัมภาษณ์ถึงความสนใจในกีฬามวยสากลกับ The Manila Times

“ผมชอบการชกมวย ผมรู้ดีว่ามันยาก และผมก็รู้ตัวเองเหมือนกันว่า ผมไม่จำเป็นต้องทำมัน แต่ตามที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ว่าผมต้องการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ถึงจะไม่ใช่ในฐานะนักมวยอาชีพก็ตาม”

เนื่องจากต้องการขึ้นชกในระดับสมัครเล่น ที่มีหลายสิ่งแตกต่างไปจากมวยอาชีพแบบ แมนนี่ ปาเกียว จิมูเอลจึงฝึกซ้อมและหาลู่ทางแสดงฝีมือด้วยตัวเอง เขาได้โอกาสขึ้นชกไฟต์แรกในชีวิต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในการแข่งขันมวยโชว์ 2 ยก เจอกับ ลูคัส คาร์สัน นักมวยสมัครเล่น ที่เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกันกับจิมูเอล

Boxing-71

ไฟต์แรกของจิมูเอล ได้รับความสนใจจากแฟนมวยทั่วโลก มีคนดูคลิปผลงานการชกของเขาในเฟซบุ๊กไปแล้วกว่า 2 ล้านครั้ง เขาเองทำผลงานได้น่าประทับใจ จิมูเอลแสดงให้เห็นถึงสไตล์การชกที่ดุดัน และเรียกเสียงเชียร์ดังลั่นจากผู้ชม หลังใช้หมัดซ้ายผสานกับฮุคขวา เล่นงานคู่แข่งจนร่วงไปกองกับพื้น

น่าเสียดายที่หมัดของจิมูเอลยังไม่มีน้ำหนักมากพอ คู่แข่งของเขาลุกขึ้นมาได้ก่อนกรรมการนับสิบ และเมื่อเขาสู่ยกที่สอง จิมูเอลแสดงให้เห็นถึงอาการอ่อนแรง ผลจบลงด้วยการเสมอ และจิมูเอลยังต้องรอชัยชนะนัดแรกของตัวเองต่อไป

คำคัดค้านจากครอบครัว

“หลังจบแมตช์โชว์แรก ผมตระหนักได้ทันทีเลยว่า มันถึงเวลาที่ผมต้องโฟกัสไปยังการฝึกซ้อมอย่างจริงจังแล้ว” จิมูเอลกล่าวถึงบทเรียนที่ได้รับจากไฟต์แรก

Boxing-72

จิมูเอลแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในเส้นทางหมัดมวย ด้วยการเดินทางสู่นครลอส แอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อฝึกฝนกับ เฟรดดี โรช โค้ชคู่บุญของแมนนี่ ปาเกียว ก่อนการชกไฟต์ต่อไปที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

“มันทำให้ผมเจ็บปวดเหมือนกันที่เห็นเขาต่อยมวย เพราะผมรู้ว่ามันยากแค่ไหน” แมนนี่ ปาเกียว กล่าวถึงความคิดเริ่มแรกต่อการตัดสินใจของลูกชาย

หลัง แมนนี่ ปาเกียว รู้ว่า ลูกชายคนโตของตัวเอง ต้องการเดินบนเส้นทางแบบเดียวกันกับที่ตัวเองเคยเดินมาก่อน เขาและภรรยาคัดค้านหัวชนฝา ทั้งคู่พยายามเกลี่ยกล่อมลูกชายหลายครั้ง ให้เปลี่ยนใจและเลือกเส้นทางชีวิตในรูปแบบอื่น

“เราบอกเขาไปแล้วว่าการชกมวยมันยาก และเป็นงานที่หนัก คุณจำเป็นต้องทำงานหนัก ฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ และมีระเบียบวินัย เราพยายามทำให้เขาหมดกำลังใจในการชกมวยด้วยซ้ำ”

“ผมเข้าสู่วงการมวยเพราะว่าผมจน เราไม่มีอะไรเลยตอนนั้น ผมจึงมีภาระให้ชกมวย แต่สำหรับเขา มันเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป ผมสงสัยว่า เขาจะหาแรงจูงใจมาชกมวยได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตเขาตอนนี้โอเคแล้ว มันเป็นคำถามใหญ่สำหรับผม และมันคือเหตุผลที่เราต้องสำรวจเขาอย่างใกล้ชิด”

“ผมบอกเขาไปว่า แกน่าจะไปโรงเรียน หรือบริหารธุรกิจที่เรามี จิมูเอลตอบผมกลับมาว่า จะให้เขาไปทำอะไร ในเมื่อการชกมวยเป็นแพชชั่นของเขาเหมือนกัน เขาต้องการจะเป็นตัวแทนของชาติในฐานะนักกีฬาคนหนึ่ง”

“แม่ของเขาร้องไห้หลายครั้ง บอกกับเขาตลอดว่า อย่าไปชกมวยเลยลูก แต่เขายืนกรานว่าเขาต้องการจะทำมัน นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการ สุดท้ายเราเลยบอกว่า โอเค เราจะสนับสนุน แต่เราจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด”

Boxing-73

แมนนี่ ปาเกียว ทำตามคำพูดที่ตัวเองได้กล่าวไว้ เขาลงทุนเดินทางไปติวเข้มจิมูเอลด้วยตัวเอง เขาเฝ้ามองการออกหมัดของลูกชายอย่างตั้งใจ และพูดคุยถึงสิ่งที่ต้องแก้ไข เพื่อทำให้จิมูเอลเติบโตเป็นนักมวยที่ฝีมือดีไม่แพ้กัน

การฝึกซ้อมอย่างหนัก จากความตั้งใจของตัวเอง และการฝึกสอนของพ่อ กลับมาตอบแทนจิมูเอลอย่างคุ้มค่า เขาเอาชนะการชกไฟต์ที่สองเหนือ มิกูเอล อีแกน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา 

หลังการแข่งขันผ่านไปเพียงสองยก ด้วยหมัดซ้ายและฮุคขวา คอมโบเดิมที่เขาเคยใช้ในไฟต์แรก ที่คราวนี้ จิมูเอลฝึกฝนมาดีพอ จนสามารถน็อคคู่แข่งของเขาลงนับสิบได้ในที่สุด

“จิมูเอลส่งข้อความถึงพ่อและแม่ของเขา : ผมชนะ !!!” ข้อความในอินสตาแกรมของ ไดแอน กาสติเยโฆ่ สมาชิกทีมปาเกียว ที่บันทึกหมัดน็อกแรกของจิมูเอลเอาไว้

ไม่ขอทาบรอยเท้า

จิมูเอลขึ้นชกไฟต์ที่สามของตัวเองในเดือนมิถุนายน พบกับ ดาเรล มาร์เกวซ ในการชกแบบ 3 ยก แม้จะพลาดโอกาสน็อคคู่ต่อสู้แบบไฟต์ก่อนหน้า แต่จิมูเอลยังคว้าชัยชนะได้ด้วยคะแนน 30-24 และรักษาสถิติไร้พ่ายของตัวเองต่อไป

Boxing-74

ขณะที่จิมูเอลกำลังไปได้สวยในจุดเริ่มต้นอาชีพ แมนนี่ ปาเกียว กลับขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้งในช่วงบั้นปลายอาชีพ เมื่อเสือเฒ่าวัย 40 ปี เอาชนะ คีธ เธอร์แมน คว้าซูเปอร์แชมป์โลก WBA รุ่นเวลเตอร์เวตมาครองได้สำเร็จ

กว่า แมนนี่ ปาเกียว จะทำสถิติแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวต อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกการฝึกซ้อมของเขาอยู่ในสายตาของจิมูเอล นอกจากจะได้เรียนรู้บทเรียนหลายอย่างจากพ่อ จิมูเอลยังเปิดอกอย่างตรงไปตรงมา ว่าเขาคิดเห็นอย่างไร ถึงเส้นทางอาชีพของ แมนนี่ ปาเกียว ในตอนนี้

“สำหรับผม จริงๆ พ่อควรจะหยุดชกมวยได้แล้ว ผมหมายถึง เขาอายุ 40 และเขาไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ตัวเองอีก เขาคือตำนานของวงการมวยไปแล้ว” จิมูเอลกล่าวถึงความเห็นของตัวเองที่มีต่อคุณพ่อ

“อย่างไรก็แล้วแต่ ผมจะสนับสนุนเขาในทุกสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าทางเลือกของเขาจะเป็นอะไรก็ตาม”

คำกล่าวของจิมูเอลนั้นถูกต้อง แมนนี่ ปาเกียว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกต่อไป หากแต่เป็นจิมูเอลเอง ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองตัวเองในฐานะ “ลูกชายของ แมนนี่ ปาเกียว”

ความสำเร็จทุกอย่างของตำนานมวยชาวฟิลิปปินส์ คือเครื่องหมายคำถามที่จะติดตัว จิมูเอล ปาเกียว ไปตลอดชีวิต สถิติไร้พ่ายในการชกสามไฟต์ของจิมูเอล ไม่มีคุณค่าใดหากเทียบกับความสำเร็จของพ่อ แน่นอนว่าจิมูเอลรู้เรื่องดังกล่าวดี 

แต่แทนที่จะวิตกกังวลไปกับข้อกังขา และเสียงวิจารณ์ที่อาจตามมาหากเขาไปไม่ถึงความสำเร็จเดียวกัน จิมูเอลไม่นำคำพูดเหล่านั้นเหล่านั้นมาใส่ใจ และขอเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง

Boxing-75

“ผมเชื่อว่าไม่มีใครสามารถก้าวไปอยู่ระดับเดียวกับพ่อได้ เขาคือแชมป์โลก 8 รุ่น แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้แบบนั้น” จิมูเอลกล่าวถึงเป้าหมายของตัวเองในอนาคต

“ทุกสิ่งที่ผมต้องการ คือขึ้นชกในฐานะนักมวยสมัครเล่น แต่ถ้าวันหนึ่งผมมีโอกาสก้าวไปสู่ระดับอาชีพ แน่นอนว่าผมจะก้าวไปสู่ตรงนั้นแน่นอน”

ลูกไม้ที่ตกไม่ไกลต้น ไม่ใช่ทุกครั้งที่ลูกไม้เหล่านั้นจะเติบโตออกมาสวยงามแบบต้นพ่อ ไม่มีใครรู้ว่าจิมูเอลจะประสบความสำเร็จได้มากแค่ไหนบนผืนผ้าใบ

แต่ไม่ว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน สำหรับ แมนนี่ ปาเกียว แล้ว มันไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อย เขาพูดอย่างเต็มปากในตอนนี้ว่า เขาพร้อมสนับสนุนลูกชาย ในฐานะนักมวยคนหนึ่ง และเชื่อมั่นว่า จิมูเอล จะประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลก แบบที่เขาทำได้อย่างแน่นอน

“ผมสนับสนุนลูกชายของผมในทุกความตั้งใจของเขา ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งใดก็ตาม”

“มวยสากลเป็นกีฬาที่ยาก แต่ผมเชื่อมั่นว่าลูกชายของผม มีความสามารถที่จะก้าวไปเป็นแชมป์โลก ถ้าเขามุ่งหน้าและตั้งใจอย่างเต็มที่ไปกับมัน” แมนนี่ ปาเกียว กล่าวทิ้งท้าย ถึงบทเรียนสำคัญที่เขาฝากไว้ให้ลูกชายของตัวเอง

เลือดใหม่แยกแผ่นดิน : เหตุผลที่ “เดอ ลา โฮย่า” เป็นนักชกเม็กซิกันที่คนท้องถิ่นรักไม่ลง

Boxing-60

เม็กซิโก คือประเทศที่มีนักมวยสากลระดับโลกที่ไปถึงระดับแชมเปี้ยนมากกว่า 250 ราย ทุกคนมีอัตลักษณ์ในการชกที่แตกต่างจากนักมวยชาติอื่นอย่างชัดเจน

ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดที่ส่วนไหนของประเทศ นักมวยจากแดนจังโก้ จะมีสไตล์ที่เรียกว่า “ชกแบบเม็กซิกัน” นั่นคือพวกเขาไม่กลัวใคร พวกเขาใจกล้า เด็ดเดี่ยว พร้อมฝ่าเข้าไปชนหมัดของคู่ต่อสู้เพื่อแลกกับการได้ชกกลับและปิดเกม

#MainStand : เม็กซิโก คือประเทศที่มีนักมวยสากลระดับโลกที่ไปถึงระดับแชมเปี้ยนมากกว่า 250 ราย…

Posted by Main Stand on Friday, August 23, 2019

แม้กระทั่งนักมวยเม็กซิกันที่เกิดในสหรัฐอเมริกา หลายคนก็ไม่อาจจะทิ้งสไตล์นี้ได้ ขอแค่คุณมีเชื้อสายเม็กซิกัน และต่อยแบบเม็กซิกัน ชาวเม็กซิกันก็จะรักคุณ … ยกเว้นนักชกหนึ่งเดียว ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า 

ชาวเม็กซิกันไม่ได้สนว่าเขาคว้าเหรียญทองโอลิมปิกให้สหรัฐอเมริกาในปี 1992 แต่พวกเขามีเหตุผลที่ว่าต่อให้ “โกลเด้น บอย” เก่งแค่ไหน และมีเชื้อสายเม็กซิกันไหลเวียนในตัวมากเท่าไร เดอ ลา โฮย่า ก็ถือเป็นเส้นขนานกับชาวเม็กซิกันอยู่ดี… อะไรทำให้มันเป็นแบบนั้น

เม็กซิกัน ที่เติบโตมาแบบ อเมริกัน

มันไม่ใช่การหาเหตุผลที่ยากเย็นเกินไปนัก ที่ชาวเม็กซิกันจะทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดและข้ามดินแดนมาแสวงโชคดังแผ่นดินใหญ่ที่ศิวิไลซ์กว่าอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ที่ซึ่ง มีงาน มีเงิน และมีโอกาส รออยู่ สิ่งที่ขวางกั้นชาวเม็กซิกันสู่อเมริกามีเพียง แนวชายแดนความยาว 1,933 ไมล์ ที่ตัดผ่านชุมชน, แม่น้ำ ตลอดจนภูมิประเทศอันรกร้าง ของรัฐแคลิฟอร์เนีย, แอริโซนา, นิวเม็กซิโก และเท็กซัส

Boxing-61

และถึงแม้ว่าที่สุดแล้ว พวกเขายังไม่รู้ว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่มันก็คุ้มที่จะแลก ดังนั้นตัวเลขของผู้อพยพจากเม็กซิโก เข้าสู่ อเมริกา จึงมากระดับ 100,000 คนเป็นอย่างน้อยในทุกปี และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม มวยฝีมือชาวเม็กซิกัน จึงซ่อนตัวอยู่ภายในรัฐ เท็กซัส หรือ แคลิฟอร์เนีย มากมายนัก ล่าสุดคือ แอนดี้ รุยซ์ จูเนียร์ ที่คว้าแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวตจากการคว่ำ แอนโธนี่ โจชัว ได้เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวของ รุยซ์ เองก็เป็นลูกชาวเม็กซิกันอพยพที่เกิดใน แคลิฟอร์เนีย เช่นกัน

ทว่าหนึ่งในคนที่ทำให้เกิดสงครามย่อมๆ ระหว่างชาวเม็กซิกันคือ ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า ที่เป็นลูกของผู้อพยพชาวเม็กซิกัน พ่อและแม่ของเขา โจเอล และ เซซิเลีย มีเชื้อสายเม็กซิกันเต็ม 100% 

ตัวของ เดอ ลา โฮย่า นั้นได้เชื้อสาย เม็กซิกัน-อเมริกัน ตั้งแต่เกิด โดยย่านที่เขาอาศัยก็ไม่ต่างกันกับที่ เม็กซิโก มากนัก เดอ ลา โฮย่า โดนกลั่นแกล้งจากเด็กร่วมรุ่นและต้องวิ่งมาร้องไห้ที่บ้านแทบทุกวัน 

โจเอล พ่อของเขานั้นเป็นอดีตนักชกอาชีพ และผู้เป็นพ่อพยายามสอนลูกชายเป็นสำนวนเม็กซิกันเสมอว่า “Los Hombres no lloran” (ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้) นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ เดอ ลา โฮย่า เริ่มต้นบนเส้นทางสายนักสู้และคิดจะสู้คนในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมาบ้าง

ทุกครั้งที่ลงนวมกับ โจเอล จูเนียร์ (พี่ชาย) เดอ ลา โฮย่า มักจะออกอาการใจฝ่อยกมือปัดป้องและสุดท้ายก็โดนชกจนร้องไห้เป็นประจำ ดังนั้น โจเอล จึงไม่ได้หวังว่า เดอ ลา โฮย่า จะเก่งกาจอะไร ขอแค่ให้พอมีวิชาติดตัวบ้างก็พอแล้ว

“ออสการ์ เกลียดการต่อสู้แบบใช้ร่างกายเข้าปะทะ เขาไม่เคยต่อยกับเด็กคนอื่นๆ ตามข้างถนน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเล่นสเก็ตบอร์ดและเบสบอลมากกว่า ไม่มีอะไรรุนแรงมากนักในวัยเด็กของเขา” โจเอล จูเนียร์ ผู้เป็นพี่ชายเล่าถึง ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า กับกิจวัตรประจำวันแบบเด็กอเมริกันทั่วไป

แชมป์โอลิมปิกของชาวอเมริกา

อย่างไรก็ตามคนเราเปลี่ยนกันได้ เขาถูกพ่อและพี่ชายจับเคี่ยวเข้าโรงยิมอย่างต่อเนื่อง และบ่อยๆ เข้าก็กลายเป็นความชอบ เพราะนอกจากจะทำให้เขาถูกรังแกน้อยลงแล้วมันยังทำให้ เดอ ลา โฮย่า ได้รับรางวัลจากสมาชิกในครอบครัวด้วย

Boxing-62

“ผมเริ่มคิดว่าผมอยากจะแข็งแกร่งและไม่ต้องร้องไห้ แรงจูงใจของผมคืออยากจะเก่งขึ้นเพื่อครอบครัวของเรา ทุกครั้งที่ผมต่อยและเอาชนะได้ ญาติๆ จะให้เงินรางวัล 1 ดอลลาร์บ้าง, 50 เซนต์บ้าง บางที 25 เซนต์ยังมี”

จุดเริ่มต้นเล็กๆ ทำให้ เดอ ลาโฮย่า เริ่มคลั่งมวยมากขึ้น คือนักมวยขวัญใจของเขา ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกปี 1976 ซึ่งตัวของ เดอ ลา โฮย่า ทุ่มเทกับการซ้อมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นมือ 1 ของฝั่งแคลิฟอร์เนียและยังคว้าแชมป์จูเนียร์โอลิมปิกมาแล้วในปี 1988 พร้อมพ่วงรางวัลนวมทองคำ (สำหรับนักชกสมัครเล่น) ในเวลาต่อมาด้วย 

ปี 1992 เดอ ลา โฮย่า สามารถคัดตัวไปชกในฐานะตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกา รุ่นไลท์เวต ณ โอลิมปิกที่ บาร์เซโลน่า ได้ อย่างไรก็ตามไม่มีชาวอเมริกันคนไหนคาดหวังในตัวของเขามากนัก  เพราะเขาถือว่ายังใหม่มากในการแข่งระดับโอลิมปิกทว่ากลับกลายเป็น เดอ ลา โฮย่า เพียงคนเดียวที่สุดท้ายแล้วคว้าเหรียญทองกลับสู่แดนลุงแซมได้

Boxing-63

หลังจากเอาชนะคู่ชิงอย่าง มาร์โก รูดอล์ฟ จาก เยอรมันได้ เดอ ลาโฮย่า รีบไปเข้ามุมและขอธง 2 ชาติทั้ง อเมริกา และ เม็กซิโก จากพี่เลี้ยงเพื่อขึ้นมาสะบัดและบอกให้โลกรู้ว่าเขาคือความภูมิใจของทั้งสองประเทศ … อย่างไรก็ตามชาว เม็กซิกัน กลับไม่คิดแบบนั้น

นักมวยฉบับอเมริกันเกมส์

หลังจากเริ่มมีชื่อเสียง ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า ก็ตัดสินใจเทิร์นโปรและอยู่ภายใต้สังกัดของ บ็อบ อารัม โปรโมเตอร์ชื่อดัง ซึ่งนั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแง่ของภาพลักษณ์ เพราะ บ็อบ อารัม จะเปลี่ยนให้ เดอ ลา โฮย่า ครองใจทั้งแฟนๆ ฝั่งอเมริกาตามใบสัญชาติ และครองใจแฟนๆ ฝั่งเม็กซิโกตามเชื้อชาติของเขา ตามแบบฉบับสตาร์ของ อเมริกันเกมส์ นั้นคือต้องเก่งด้วย และขายได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

Boxing-64

เดอ ลา โฮย่า เริ่มเก็บชั่วโมงบินในระดับการชกอาชีพด้วยการสอยนักชกจากทั่วโลกทั้ง อเมริกา, ฮอนดูรัส, เม็กซิโก และ คิวบา ชัยชนะส่วนใหญ่เป็นชัยชนะด้วยการน็อค และครั้นจะให้นับคะแนนหน้าตาของเขาก็แจ่มใสเหมือนกับคนที่ไม่ได้ขึ้นชกเลยด้วยซ้ำ ภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้เขาถูกเรียกว่า “พริตตี้บอย” (ไอ้หน้าหล่อ)

“ธรรมชาติของนักมวยทีดีนั้นต้องดีตั้งแต่แนวคิด รวมถึงการวางตัวให้เป็นขวัญใจมหาชนให้ได้ เหมือนกับ อาลี นั่นแหละที่ครองใจทุกคนได้ ออสการ์ เป็นหนุ่มหล่อ พูดได้สองภาษา ชื่อเสียงโด่งดังและไร้มลทิน ที่สำคัญคือเขาเป็นคนที่ทำงานหนักมาก และในอนาคตคุณจะได้เห็นเขาตีตลาดในประเทศนี้ (อเมริกา)” นี่คือแผนที่ทีมโปรโมเตอร์วางไว้ อ้างอิงโดย เลจห์ สไตน์เบิร์ก ที่ปรึกษาของ เดอ ลา โฮย่า ในสมัยนั้น

เรื่องมันไม่ยุ่งยากและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สื่อมวลชนหลายเจ้าชอบใจในภาพลักษณ์ทั้งหมดที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่ายิ่งในปี 1995 ที่ เดอ ลา โฮย่า คว้ารางวัลนักชกยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองอีกด้วย

เมื่อชื่อเสียงของ เดอ ลา โฮย่า ขึ้นมาถึงขีดสุดก็ได้เวลาที่ บ็อบ อารัม จะท้าชนกับโปรโมเตอร์อีกขั้ว นั่นคือฝั่งของ ดอน คิง ที่มีนักมวยเม็กซิกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคอยู่ในสังกัด นั่นคือ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ และไฟต์ดังกล่าวถูกกำหนดไว้ในปี 1996 ที่รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา

ดูเผินๆ นี่อาจจะเป็นแค่มวยไฟต์ใหญ่ที่เอานักมวยขาขึ้นมาต่อยกับตำนานที่กำลังอยู่ในช่วงปลายอาชีพ แต่สำหรับชาวเม็กซิกันแล้ว นี่คือไฟต์ที่พวกเขาตั้งตารอให้ ชาเวซ สอนเชิงเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกให้ได้โดยไว

สัญญาณเตือนก่อนชก 

เสียงโห่ร้องดังระงมไปทั่วตั้งแต่การทัวร์โปรโมตไฟต์นี้ 2 นักสู้เดินทางไปหลายเมืองทั้ง ฟีนิกซ์, ซาน ดิเอโก้ และ ลอส แอนเจลิส ซึ่งเป็นถิ่นฐานของคนเชื้อสายเม็กซิกัน ว่าง่ายๆ การโหมโรงนี้เหมือนกับการบอกว่าไฟต์ดังกล่าวจะเป็นไฟต์ที่ชิงความเป็นหนึ่งของวงการมวยเม็กซิโก ซึ่งเสียงโห่ส่วนใหญ่เป็นของฝั่ง เดอ ลา โฮย่า และเขาเองก็แปลกใจว่าเขาผิดอะไร?

Boxing-65

“มันแปลกดีเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ผมเป็น “โกลเด้น บอย” แต่ทุกคนกลับอยู่ข้างเขา (ชาเวซ) ผมก็ไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรผิด วันที่ผมได้เหรียญทองที่ บาร์เซโลน่า ผมเองก็ชูธงของทั้งสองประเทศด้วยมือของผมเอง แต่เมื่อผมเซ็นสัญญาจะต้องชกกับ ชาเวซ ทุกอย่างก็ย่ำแย่ไปหมด ผมโดนขู่ฆ่าด้วยนะเผื่อใครยังไม่รู้” เดอ ลา โฮย่า เล่าถึงความผิดปกติที่เขาสัมผัสได้

อย่างไรก็ตามการสัมภาษณ์ครั้งต่อๆ มากลับยิ่งทำให้ความน่าดูของไฟต์นี้เพิ่มขึ้น เดอ ลา โฮย่า บอกว่าจะน็อคเอาต์ ชาเวซ ให้ได้ และเขาเองไม่ได้หวังแค่จะเป็นยอดนักมวย แต่ตั้งเป้าไว้ที่การเป็นตำนานนักสู้อะไรแบบนั้น 

การแสดงออกของ เดอ ลา โฮย่า เหมือนกับคำนิยมที่เรียกกันว่า “อเมริกัน ดรีม” นั่นคือเกิดมาแล้วต้องไปให้สุด คว้าทุกโอกาสที่เข้ามาเพื่อความยิ่งใหญ่ และไม่สนว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคอะไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ สำหรับชาวเม็กซิกันที่อพยพเข้ามาในอเมริกา พวกเขาอยากจะมี อเมริกัน ดรีม กันทุกคน และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมกลุ่มชาวเชื้อสาย “เม็กซิกัน-อเมริกัน” จึงมองว่าการต่อยกันของทั้งคู่ก็แค่เรื่องธรรมดาของการชกมวยเท่านั้น

แต่สำหรับชาวเม็กซิกันที่อาศัยอยู่ในเม็กซิโก พวกเขาไม่ได้คิดว่ามันเป็นแค่มวย ไฟต์นี้ยิ่งใหญ่มากและมันเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความขัดแย้งทางวัฒนธรรมเลยทีเดียว

เม็กซิกัน 2 ก๊ก 

“การชกครั้งนี้มีปรากฎการณ์เกิดขึ้น เพราะมันทำให้มันมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็น 2 พวกนั่นคือเสียงของฝั่ง “เม็กซิกัน-อเมริกัน” และฝั่งของชาว “เม็กซิกันเต็ม 100%” นี่คือมุมมองของ ซามูเอล เรกัลญาโด้ ศาสตราจารย์วิชาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย ชี้ให้เห็นอีกนัยยะหนึ่ง

Boxing-66

“ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ย้อนกลับไปมันเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 คนเม็กซิกันไม่เคยนับพวกอพยพเข้าไปในอเมริกาและถือสองสัญชาติ (เม็กซิกัน-อเมริกัน) เป็นพวกเดียวกับพวกเขา ไฟต์ระหว่าง ชาเวซ และ เดอ ลา โฮย่า ทำให้ชุมชนชาวเม็กซิกันตึงเครียดและซับซ้อนในเวลานั้น” เขากล่าวเสริม

แน่นอน เดอ ลา โฮย่า ครองหัวใจแฟนฝั่งอเมริกัน และ เม็กซิกัน-อเมริกัน ส่วน ชาเวซ นั้นไม่ต้องพูดถึงเขาต่างกับ เดอ ลา โฮย่า สุดขั้ว เขาภูมิใจในความเป็นเม็กซิกันของตัวเองเป็นอย่างมาก และที่สำคัญคือเขาไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย ภาษาสเปนเท่านั้นที่ ชาเวซ จะพูดในการให้สัมภาษณ์ นั่นทำให้เขาเป็นตัวแทนของชาวเม็กซิกันท้องถิ่นอย่างแท้จริง 

ซึ่งลึกๆ แล้ว ชาวเม็กซิกันมักจะโดนดูแคลนจากชาวอเมริกันอยู่เสมอจนมีคำที่กำเนิดขึ้นใหม่ว่า “เม็กซิกัน จ็อบ” ที่ชาวอเมริกันใช้เรียกงานประเภทต้องคลุกคลีกับความสกปรกทั้ง ล้างจาน, ซักผ้า หรือก่อสร้าง อะไรแบบนั้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบใจ 

ความต่างกันมากของทั้งสองคนคือ เดอ ลา โฮยา อาจจะเติบโตในชุมชนเม็กซิกันที่ ลอส แอนเจลิส แต่เขาทิ้งรากเหง้าของตัวเองไปแล้ว เขามุ่งเข้าสู่ชีวิตความเป็นอยู่แบบอเมริกันเต็มตัวด้วยการพยายามพรีเซนต์ตัวเองให้เป็นดารามากกว่าเป็นนักชกเหมือนกับ ชาเวซ … เรื่องวัฒนธรรมตัดทิ้งไปได้เลย ความยิ่งใหญ่เท่านั้นที่ เดอ ลา โฮย่า ต้องการ 

“เดอ ลา โฮย่า เป็นต้นแบบของ อเมริกัน ดรีม และเขาก็ไม่ค่อยสบอารมณ์นักที่โดนแฟนเม็กซิกันโห่และไม่ยอมรับ ซึ่งเขามักจะสวนด้วยแนวคิดที่ว่า ‘แล้วจะทำไม คุณจะให้ผมอยู่ในกระท่อมไปตลอดชีวิตงั้นเหรอ? ทำไมไม่ยอมออกไปหาสิ่งที่ดีกับตัวเองล่ะ?'” ซามูเอล เรกัลญาโด้ ขยายความเรื่องนี้ให้ชัดขึ้นอีก 

และเมื่อฝั่ง ชาเวซ ได้พูด เขาทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้นอีกว่าไฟต์นี้คือการแบ่งข้าง… “ผมคือสายเลือดและเป็นชาวเม็กซิกันตัวจริง ส่วนเขา (เดอ ลา โฮย่า) ไม่ใช่ เขาเป็นคนอเมริกันไปแล้ว” ชาเวซ กล่าวก่อนขึ้นชก

หลังชกผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี?

ไฟต์ดังกล่าวไม่ได้ฉิวเฉียดอะไรนัก ชาเวซ โดน เดอ ลา โฮย่า ที่สดกว่า ใหม่กว่า หนักกว่า วางหมัดและน็อคตั้งแต่ยกที่ 4 ซึ่งนั่นคือผลแห่งความพยายามของ เดอ ลา โฮย่า ที่ต้องการสยบ ชาเวซ เพื่อความยิ่งใหญ่ ว่ากันว่าเขาเต็มที่กับการซ้อมมาก เขาไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยตลอด 3 เดือนก่อนขึ้นชก

Boxing-67

“ตอนชกผมเห็นแผลของเขาเปิด และผมพยายามใจเย็น โฟกัสกับเรื่อง ณ ปัจจุบันให้ได้ก่อน แม้ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ จะเป็นไอดอลของผม แต่งานของผมคือน็อคเขาให้ได้ ผมไม่มีความรู้สึกใดๆ กับเขาเมื่อขึ้นเวที”

เดอ ลา โฮย่า ป้องกันแชมป์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการย้ำแค้น ชาเวซ อีกครั้งในปี 1998 และยังมั่นคงในแนวทางเดิม เขากลายเป็นยอดมวยในเวลาต่อมา และในอีกด้านหนึ่งเขายังเป็น “โกลเด้น บอย” ของจริง เพราะในปี 2000 เขาเข้าสู่วงการบันเทิงและออกซิงเกิลที่ชื่อว่า “Run To Me” แน่นอนว่าเนื้อร้องนั้นเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดและมันประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งด้วย ชีวิตประจำวันของเขาดูหรูหราใส่สูทราคาแพงพูดคุยธุรกิจ และหาเวลาว่าไปตีกอล์ฟ เขาเป็นแบบนั้นเสมอมาจนทุกวันนี้ 

เขายังคงสงสัยในเรื่องเดิมแม้ไฟต์ๆ นั้นจะจบลงไปแล้ว มันคือไฟต์ที่เปลี่ยนเรื่องราวมากมายรอบตัวของเขาและทำให้รู้ว่าเรื่องการชกระหว่างเขาและ ชาเวซ เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมาก ซึ่งตัวของ เดอ ลา โฮย่า เติบโตมาอีกแบบ เขาต้องการแค่ชนะก็เท่านั้น เรื่องวัฒนธรรมและความแตกแยกไม่น่าเป็นส่วนหนึ่งกับการชกได้

“มันเป็นการต่อสู้ที่ทำให้ผมสงสัยในตัวเองนะว่าที่สุดแล้ว ‘ผมเป็นใคร?’ ตัวตนและรากเหง้าของผมหายไปที่อเมริกาหรือก็ไม่น่าใช่ ผมมีเชื้อสายของชาวเม็กซิกันไหลเวียนในตัว” 

“แต่แน่นอนผมก็ต้องภูมิใจในความเป็นอเมริกา ประเทศที่ทำให้ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ ไฟต์นั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมรู้สึกกดดันเพราะมันคือการปะทะของวัฒนธรรมครั้งใหญ่”

“ผมถูกมองเป็นตัวร้ายเพราะว่าเกิดที่อเมริกา ส่วนชาเวซเป็นพระเอกเพราะเป็นเม็กซิกัน คิดดูแล้วกัน ตอนที่ผมชนะเขา คนในครอบครัวผมยังมาบอกกับผมเลยว่า ‘แกจะมาชนะฮีโร่ของเราทำไมวะ’ เชื่อไหมล่ะ ครอบครัวของผมยังหงุดหงิดกับชัยชนะของผมเลย” 

Boxing-68

ที่สุดแล้วความตึงเครียด และเส้นแบ่งระหว่างวัฒนธรรมกับความแตกแยกที่ถูกตัดสินผ่านการชกของ เดอ ลา โฮย่า ของ ชาเวซ ก็ค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา … เหลือเพียงประเด็นเดิมๆ ที่ถูกเอาไปอ้างอิงกับบริบทใหม่ๆ ในปัจจุบัน อย่างเรื่องที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของ สหรัฐอเมริกา พยายามที่จะเล่นงาน เม็กซิโก เหมือนกับลูกไก่ในกำมือ ด้วยนโยบายเพิ่มภาษีสินค้าจากเม็กซิโกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เริ่มต้นที่ร้อยละ 5 เพื่อเป็นการลงโทษและกดดันที่ชาติเพื่อนบ้านไม่พยายามแก้ไขปัญหาผู้อพยพให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมถึงแนวคิด “สร้างกำแพงปิดพรมแดน” … แน่นอนเรื่องนี้ทำให้เกิดความแบ่งแยกและเกลียดชังยิ่งกว่าที่ เดอ ลา โฮย่า เคยทำไว้หลายเท่า

กว่าที่ทุกคนจะเข้าใจได้ว่า เดอ ลา โฮย่า ก็แค่ทำในสิ่งที่เขาต้องทำ “โกลเด้น บอย” ก็ต้องกลายเป็นแพะรับบาปอยู่นานหลายปี ตัวเขาเองไม่เคยเกลียดสายเลือดเม็กซิกันแม้แต่น้อย แค่บทบาทในเวลานั้นมันถูกวางให้ลงล็อกพอดิบพอดีเท่านั้นเอง

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจเสมอที่ได้อยู่ในสังเวียนเดียวกับฮีโร่ในวัยเด็กของผม … มันเป็นชะตากรรมที่ผมจะต้องเผชิญหน้ากับ ชาเวซ บนสังเวียน”

“มันคือการผลัดเปลี่ยนจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่และทำให้ผมก้าวขึ้นสู่ความนิยมอีกหนึ่งระดับ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วผมก็เป็นคนเดิมของผมอย่างนี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลยแม้แต่น้อย”

เดอ ลา โฮย่า กล่าวทิ้งท้าย 

รวบรวมข่าวสาร วงการมวยสากล จากทั่วทุกมุมโลก !!